สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ว่าคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นประกาศแผนการใช้จ่ายสำหรับปีงบประมาณ 2566/2567 ซึ่งจะเริ่มในเดือนเม.ย. ที่จะถึง โดยกำหนดวงเงิน 114.4 ล้านล้านเยน ( ราว 29.9 ล้านล้านบาท ) สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์


จากจำนวนดังกล่าว 6.82 ล้านล้านเยน ( ราว 1.79 ล้านล้านบาท ) จะเป็นงบประมาณซึ่งจัดสรรให้แก่กระทรวงกลาโหม เพิ่มขึ้น 26.3% เมื่อเทียบกับสถิติของปีงบประมาณก่อนหน้า โดยมีการเสนอตั้งวงเงิน 897,000 ล้านเยน ( ราว 234,732.34 ล้านบาท ) สำหรับโครงการพัฒนาและจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวมากกว่าสถิติงบประมาณเพื่อการนี้ของ 4 ปีล่าสุดรวมกัน


ขณะที่แหล่งข่าวในกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นให้ข้อมูลว่า ส่วนใหญ่จะเป็นการจัดซื้อขีปนาวุธ “ที่มีพิสัยทำการระยะไกลขึ้น” หนึ่งในนั้นคือ โทมาฮอว์ก รุ่นล่าสุด เพื่อยกระดับศักยภาพให้กับการโจมตีเป้าหมายทางทหาร ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกินกว่า 1,000 กิโลเมตร ที่เป็นการสื่ออย่างมีนัยถึงจีน

เครื่องบินขับไล่ มิตซูบิชิ “เอฟ-2” ของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น ระหว่างการฝึกซ้อมที่ฐานทัพซางามิ นอกชายฝั่งเมืองโยโกซุกะ ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2565


อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นชาวญี่ปุ่นซึ่งจัดทำและเผยแพร่โดยสำนักข่าวเกียวโด เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ปรากฏว่า ขณะที่ 64.9% ของผู้ตอบแบบสอบถาม คัดค้านการขึ้นภาษีเพื่อนำเงินไปใช้อุดหนุนงบประมาณกลาโหม และ 87% ของกลุ่มตัวอย่าง มองว่าการอธิบายของนายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ผู้นำญี่ปุ่น “ยังไม่เพียงพอ” ที่จะเพิ่มน้ำหนักให้กับ “ความจำเป็น” ในการขึ้นภาษีเพื่อการนี้


ทั้งนี้ คิชิดะยืนยันการกำหนดเป้าหมายจัดซื้อขีปนาวุธ “ที่มีคุณภาพทัดเทียมต่อกรกับจีน” และการส่งเสริมขีดความสามารถทางทหาร “เพื่อการรักษาสมดุลของความขัดแย้ง” ซึ่งจะรวมถึงการขยายขอบเขตการใช้อำนาจทางทหาร เพื่อ “การโจมตีโต้กลับภายใต้สถานการณ์จำเพาะ” เนื่องจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยืดเยื้อ อาจเพิ่มแรงผลักดันให้จีนเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารต่อไต้หวัน ซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อไปยังความขัดแย้งเรื่องหมู่เกาะพิพาทในทะเลจีนตะวันออก


อนึ่ง มูลค่าการใช้จ่ายด้านกลาโหมของญี่ปุ่นมีสัดส่วนอยู่ที่ระดับ 0.95%-1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี ) เป็นเวลานานกว่า 1 ทศวรรษแล้ว อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่คิชิดะรับตำแหน่งผู้นำญี่ปุ่น เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว มีการพยายามผลักดันให้การใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นให้ถึง 2% ภายในปี 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์ขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) ที่เป็นพันธมิตรกัน.

เครดิตภาพ : REUTERS