สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ว่า การตัดสินใจของศาลสูงสุดสหรัฐด้วยเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4  ให้กฎหมาย “Title 42” ซึ่งบัญญัติในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ยิ่งเพิ่มความวิกฤติให้กับเสถียรภาพทางการเมือง ในรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ขณะที่ผู้คนจำนวนมาก กำลังรออยู่ที่พรมแดนทางตอนใต้ ด้วยความคาดหวังที่ว่า นโยบายดังกล่าวจะสิ้นสุดลง

แต่เนื่องจากศาลสูงของสหรัฐ ซึ่งมีฝ่ายอนุรักษนิยมครองเสียงข้างมาก ยอมรับคำร้องจาก 19 รัฐ โดยกล่าวเตือนถึงปัญหาผู้อพยพจำนวนมาก หากมีการยกเลิกกฎหมายดังกล่าวตามคำสั่งของศาลล่าง ศาลฎีกาสหรัฐจึงระบุว่า กฎหมาย Title 42 ซึ่งอนุญาตให้เจ้าหน้าที่รัฐทำการขับไล่ผู้อพยพได้อย่างรวดเร็ว แม้บุคคลนั้นอาจมีคุณสมบัติสำหรับการขอลี้ภัยก็ตาม จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป จนกว่าจะมีการพิจารณาคดีในประเด็นนี้ และจะรับฟังการพิจารณาคดีในเดือน ก.พ. ปีหน้า

“รัฐต่าง ๆ ยืนยันว่า พวกเขาเผชิญกับวิกฤติการอพยพที่ชายแดน และผู้กำหนดนโยบายไม่เห็นด้วยกับมาตรการที่เหมาะสมในการจัดการปัญหานี้” ศาลฎีการะบุในคำตัดสิน “ตามที่หลายรัฐเสนอมา วิธีเดียวในการบรรเทาวิกฤติดังกล่าวที่เหลืออยู่ คือ คำสั่งจากศาลที่ให้รัฐบาลกลางดำเนินนโยบาย Title 42 ในช่วงโควิดต่อไปให้นานที่สุด”

ด้าน น.ส.คาริน ฌอง-ปิแอร์ โฆษกหญิงทำเนียบขาว กล่าวว่า รัฐบาลจะปฏิบัติตามคำสั่งของศาล และเตรียมพร้อมสำหรับการพิจารณาคดี

“ขณะเดียวกัน เรากำลังดำเนินการเตรียมการ เพื่อบริหารจัดการพรมแดนอย่างปลอดภัย, เป็นระเบียบ และมีมนุษยธรรม เมื่อมีการยกเลิกกฎหมาย Title 42” ฌอง-ปิแอร์ กล่าวในแถลงการณ์ “กฎหมาย Title 42 เป็นมาตรการด้านสาธารณสุข ไม่ใช่มาตรการบังคับใช้ต่อผู้อพยพ และมันไม่ควรขยายเวลาออกไปอย่างไม่มีกำหนด”

ทั้งนี้ ผู้อพยพจำนวนมากบริเวณพรมแดนของประเทศ ทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองเพิ่มขึ้นสำหรับไบเดน และพรรคเดโมแครตของเขา ซึ่งพรรครีพับลิกันมองว่า เป็นความหละหลวมต่อการอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายเสมอมา.

เครดิตภาพ : REUTERS