สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติของอิสราเอล คือ คเนสเซ็ท ทำพิธีสาบานตนให้แก่รัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยนับเป็นการกลับมาดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่สามของเนทันยาฮู วัย 73 ปี หลังการอยู่ในวาระระหว่างปี 2539-2542 และ 2552-2564
???????????????????????? pic.twitter.com/woeI4sOxBk
— Benjamin Netanyahu – בנימין נתניהו (@netanyahu) December 29, 2022
หลังจากนั้น คเนสเซ็ทซึ่งพรรคลิคุดของเนทันยาฮูและพันธมิตรขวาจัด ซึ่งมีพรรคที่มีแนวคิดสุดโต่งทางศาสนารวมอยู่ด้วย ร่วมกันครองเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด หลังการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนด เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา ลงมติไว้วางใจรัฐบาลชุดใหม่ โดยจากจำนวนสมาชิก 120 ที่นั่ง เสียงสนับสนุนอยู่ที่ 63 เสียง และคัดค้าน 54 เสียง
Benjamin Netanyahu was sworn in as Israel's prime minister in a comeback at the head of a right-wing cabinet that promises to expand Jewish settlements in the occupied West Bank and pursue other policies criticized at home and abroad https://t.co/bOF9f1Tkd1 pic.twitter.com/skHQvSfqTU
— Reuters (@Reuters) December 29, 2022
ขณะที่เนทันยาฮูแถลงต่อที่ประชุม มีเนื้อหาในตอนหนึ่งว่า การยุติ “ความขัดแย้งระะหว่างอาหรับกับอิสราเอล” ถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ของรัฐบาลอิสราเอลชุดใหม่ เช่นเดียวกับ “การหยุดยั้งโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน” ซึ่งในความเป็นจริงคือการสานต่อหนึ่งในนโยบายสายเหยี่ยวของเนทันยาฮูตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน และการยกระดับขีดความสามารถทางทหาร ให้แก่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (ไอดีเอฟ)

ทั้งนี้ ชัยชนะและการกลับคืนสู่อำนาจสูงสุดทางการเมืองอีกครั้งของเนทันยาฮู ได้รับการวิเคราะห์และคาดหมายจากหลายฝ่ายว่า จะเป็นการฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเมืองให้กลับคืนสู่อิสราเอลอีกครั้ง หลังต้องจัดการเลือกตั้งทั่วไป 5 ครั้ง ภายในระยะเวลาไม่ถึง 4 ปี เนื่องจากในคราวนี้ พรรคลิคุดและพันธมิตรครองเสียงข้างมากเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม การกลับมาในรอบนี้ ที่เนทันยาฮูนำพรรคลิคุดจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคขวาจัดขนาดเล็ก สร้างความวิตกกังวลให้กับหลายฝ่ายเช่นกัน โดยเฉพาะในประเด็นความขัดแย้งกับปาเลสไตน์ จากการที่หนึ่งในแนวทางปฏิบัติด้านนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ระบุว่า หนึ่งในวาระสำคัญคือ “การเดินหน้าและพัฒนาโครงการนิคมที่อยู่อาศัยของชาวยิว “บนดินแดนที่เป็นของอิสราเอล” รวมถึง “ยูเดียและสะมาเรีย” ซึ่งเป็นชื่อของเขตเวสต์แบงก์ ตามที่ระบุอยู่ในพระคัมภีร์
อนี่ง นับตั้งแต่อิสราเอลยึดครองพื้นที่ดังกล่าว ร่วมกับฉนวนกาซา และฝั่งตะวันออกของนครเยรูซาเลม หลังชนะสงครามหกวัน เมื่อปี 2510 รัฐบาลเทลอาวีฟทุกสมัยสานต่อแผนการขยายอาณาเขตนิคมชาวยิว ซึ่งจนถึงปัจจุบันมีชาวอิสราเอลอาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วนนี้ประมาณ 500,000 คน ตรงข้ามกับชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ราว 2.5 ล้านคน ซึ่งต้องดำเนินชีวิตภายใต้การควบคุมโดยหน่วยงานด้านความมั่นคงของอิสราเอล.
เครดิตภาพ : REUTERS



