สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 1 ม.ค. ว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล กล่าวถึงการที่สมัชชาสหประชาชาติ ( ยูเอ็นจีเอ ) เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ( ไอซีเจ ) หรือ “ศาลโลก” เพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับ “ผลกระทบทางกฎหมาย” จากการยึดครองและเดินหน้าขยายอาณาเขตของอิสราเอล “บนดินแดนของปาเลสไตน์” ว่ายูเอ็น “เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่บิดเบือนความจริง”
The Jewish people is not occupying its land and is not occupying its eternal capital Jerusalem. No UN resolution can distort this historical truth.
— Prime Minister of Israel (@IsraeliPM) December 31, 2022
In recent days, I have spoken with world leaders who changed their votes as a result.
ขณะเดียวกัน เนทันยาฮู ซึ่งเพิ่งกลับมารับตำแหน่งผู้นำอิสราเอล เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว กล่าวว่า รัฐบาลเทลอาวีฟไม่มีทางยอมรับมติดังกล่าวของยูเอ็นจีเอ เนื่องจาก “ชนชาติยิวจะเป็นผู้ยึดครองดินแดนที่เป็นของตนเองได้อย่างไร” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อาณาเขตทั้งหมดของนครเยรูซาเลม” ซึ่งถือเป็น “เมืองหลวงของอิสราเอล”
อนึ่ง ศาลโลกเคยให้ความเห็นเกี่ยวกับการยึดครองและขยายอาณาเขตของอิสราเอลมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปี 2547 ว่า การตั้งแนวกั้นระหว่างพรมแดน “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”
ทั้งนี้ อิสราเอลยึดครองเขตเวสต์แบงก์ ฉนวนกาซา และฝั่งตะวันออกของนครเยรูซาเลม หลังชนะสงครามหกวัน เมื่อปี 2510 แม้ถอนทหารออกจากฉนวนกาซา เมื่อปี 2548 แต่จนถึงปัจจุบัน อิสราเอลยังคงควบคุมพรมแดนฉนวนกาซาและจุดผ่านแดนส่วนที่ติดกับอียิปต์

สำหรับมติดังกล่าวของยูเอ็นจีเอ ได้รับความสนับสนุนด้วยเสียงข้างมาก 87 เสียง งดออกเสียง 53 เสียง หนึ่งในนั้นคือไทย และคัดค้าน 26 เสียง โดยประเทศที่ออกเสียงไม่เห็นด้วย แน่นอนว่า รวมถึงสหรัฐและอิสราเอล ขณะที่ นายริยาด มันซูร์ เอกอัครราชทูตปาเลสไตน์ประจำสหประชาชาติ กล่าวถึงการลงมติครั้งนี้ “คือชัยชนะทางการทูต” สำหรับปาเลสไตน์.
เครดิตภาพ : REUTERS



