สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 1 ม.ค. ว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล กล่าวถึงการที่สมัชชาสหประชาชาติ ( ยูเอ็นจีเอ ) เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ( ไอซีเจ ) หรือ “ศาลโลก” เพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับ “ผลกระทบทางกฎหมาย” จากการยึดครองและเดินหน้าขยายอาณาเขตของอิสราเอล “บนดินแดนของปาเลสไตน์” ว่ายูเอ็น “เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่บิดเบือนความจริง”


ขณะเดียวกัน เนทันยาฮู ซึ่งเพิ่งกลับมารับตำแหน่งผู้นำอิสราเอล เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว กล่าวว่า รัฐบาลเทลอาวีฟไม่มีทางยอมรับมติดังกล่าวของยูเอ็นจีเอ เนื่องจาก “ชนชาติยิวจะเป็นผู้ยึดครองดินแดนที่เป็นของตนเองได้อย่างไร” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อาณาเขตทั้งหมดของนครเยรูซาเลม” ซึ่งถือเป็น “เมืองหลวงของอิสราเอล”


อนึ่ง ศาลโลกเคยให้ความเห็นเกี่ยวกับการยึดครองและขยายอาณาเขตของอิสราเอลมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปี 2547 ว่า การตั้งแนวกั้นระหว่างพรมแดน “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”


ทั้งนี้ อิสราเอลยึดครองเขตเวสต์แบงก์ ฉนวนกาซา และฝั่งตะวันออกของนครเยรูซาเลม หลังชนะสงครามหกวัน เมื่อปี 2510 แม้ถอนทหารออกจากฉนวนกาซา เมื่อปี 2548 แต่จนถึงปัจจุบัน อิสราเอลยังคงควบคุมพรมแดนฉนวนกาซาและจุดผ่านแดนส่วนที่ติดกับอียิปต์


สำหรับมติดังกล่าวของยูเอ็นจีเอ ได้รับความสนับสนุนด้วยเสียงข้างมาก 87 เสียง งดออกเสียง 53 เสียง หนึ่งในนั้นคือไทย และคัดค้าน 26 เสียง โดยประเทศที่ออกเสียงไม่เห็นด้วย แน่นอนว่า รวมถึงสหรัฐและอิสราเอล ขณะที่ นายริยาด มันซูร์ เอกอัครราชทูตปาเลสไตน์ประจำสหประชาชาติ กล่าวถึงการลงมติครั้งนี้ “คือชัยชนะทางการทูต” สำหรับปาเลสไตน์.

เครดิตภาพ : REUTERS