สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ว่า เอสเคเค ไมก๊าซ ซึ่งเป็นสำนักงานตรวจสอบด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของอินโดนีเซีย อนุมัติแผนงานแรกให้แก่บริษัทท้องถิ่นซึ่งเป็นสาขาของ “ฮาร์เบอร์ เอเนอร์จี” จากสหราชอาณาจักร ในการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่ง “ทูนา” ตั้งอยู่ในทะเลจีนใต้ ระหว่างอินโดนีเซียกับเวียดนาม


โครงการดังกล่าวซึ่งมีมูลค่าประมาณ 3,070 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 105,770.71 ล้านบาท ) มีกำหนดการเริ่มส่งก๊าซไปยังเวียดนามในปี 2569 และปริมารการผลิตน่าจะถึงจุดสูงสุดที่ 115 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในปี 2560 ขณะเดียวกัน รายงานของ เอสเคเค ไมก๊าซ ระบุด้วยว่า กองทัพอินโดนีเซีย “จะร่วมให้ความสนับสนุนด้านความมั่นคง” ตลอดการดำเนินงานของโครงการ


ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นความขัดแย้งยืดเยื้อระหว่างรัฐบาลปักกิ่งกับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไน


อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างจีนกับอินโดนีเซียที่เกี่ยวเนื่องกับทะเลจีนใต้ อยู่ที่ทะเลทางตอนเหนือของหมู่เกาะนาทูนา ซึ่งเป็นพื้นที่ทางตอนล่างของทะเลจีนใต้ โดยรัฐบาลจาการ์ตาเปลี่ยนชื่อทะเลบริเวณดังกล่าว จากเดิมที่เรียกขานมาตลอดว่า เป็นส่วนหนึ่งของ “ทะเลจีนใต้” ให้เป็น “ทะเลนาทูนาเหนือ” เมื่อปี 2560 เพื่อเดินหน้ากิจกรรมเกี่ยวกับพลังงานมากมาย ทั้งการสำรวจเพื่อขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ พร้อมทั้งแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) และองค์การอุทกศาสตร์สากล ( ไอเอชโอ )


แม้การเปลี่ยนแปลงชื่อเรียกของทะเลในลักษณะนี้ไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมาย แต่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจุดยืนทางการทูตและการเมืองระหว่างประเทศ “ครั้งสำคัญ” ของอินโดนีเซีย

ขณะที่ จีนยอมรับอธิปไตยของอินโดนีเซียเหนือหมู่เกาะแห่งนี้ แต่ยอมรับว่า มีการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษ ( อีอีซี ) ทับซ้อนกัน และเคยให้ความเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อทะเลโดยอินโดนีเซีย ว่า ทะเลจีนใต้เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับในระหว่างประเทศ และ “มีการกำหนดอาณาเขตอย่างชัดเจนแล้ว”.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES