สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของสหรัฐ (เอ็นดับเบิลยูเอส) กล่าวว่า ชาวแคลิฟอร์เนียมากกว่า 33 ล้านคน ถูกคุกคามจากสภาพอากาศเลวร้ายตลอดทั้งวัน เนื่องจากคาดว่าจะมีฝนตก “หนักถึงหนักมาก” ทั่วทั้งรัฐ โดยเฉพาะทางตอนใต้ อีกทั้งลมกระโชกแรงยังสร้างความเสียหายต่อโครงข่ายไฟฟ้า จนทำให้เกิดไฟฟ้าดับไปมากกว่า 180,000 ครัวเรือนด้วย

ผู้สันทัดกรณีหลายคนระบุว่า ความถี่และความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของพายุ สลับกับสภาพอากาศอากาศที่ร้อนจัดและแห้ง คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ แม้ฝนและหิมะที่ตกลงมากจะช่วยเติมเต็มอ่างเก็บน้ำและชั้นหินอุ้มน้ำ แต่ปริมาณน้ำฝนเพียง 2 สัปดาห์ไม่สามารถแก้ปัญหาภัยแล้งที่มีมานานราว 20 ปีได้ ซึ่งในขณะเดียวกัน ภูมิประเทศที่เสียหายจากไฟป่าหลายครั้งในอดีตยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มเช่นกัน

นอกจากฝนและหิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก บางพื้นที่ของรัฐต้องเผชิญกับดินถล่มและหิมถล่มขวางทางหลวง ตลอดจนอุทกภัยในหลายชุมชน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐสั่งอพยพประชาชนราว 25,000 คน รวมถึงในเมืองมอนเตซิโต ใกล้กับเมืองซานตา บาร์บารา เนื่องจากความเสี่ยงอุทกภัยและดินถล่มที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ชาวเมืองพลานาดาประมาณ 4,000 คน ได้รับคำสั่งให้อพยพออกจากที่อยู่อาศัยตั้งแต่ช่วงเช้าของวันอังคาร ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐ ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานนายอำเภอของเมือง

ทั้งนี้ เขตอพยพเมืองมอนเตซิโต เป็น 1 ใน 17 ภูมิภาคของรัฐแคลิฟอร์เนียที่เจ้าหน้าที่รัฐกังวลว่า ฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องอาจทำให้โคลน, ก้อนหิน และเศษซากต่าง ๆ ไหลถล่มลงมาตามไหล่เขา

อนึ่ง พายุข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งจากอิทธิพลของ “บอมบ์ไซโคลน” หรือสภาพอากาศเลวร้ายอันเป็นผลจากความกดอากาศต่ำที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และแผ่ขยายอิทธิพลออกเป็นวงกว้าง ซึ่งพัดถล่มรัฐแคลิฟอร์เนียตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 12 ราย.

เครดิตภาพ : REUTERS