สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ว่า สหรัฐจัดพิธีเปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำกรุงโฮนีอารา เมืองหลวงของหมู่เกาะโซโลมอน เมื่อวันพฤหัสบดี อย่างไรก็ดี สถานเอกอัครราชทูตเปิดให้บริการแก่ประชาชน ตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา


ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการกลับมาใช้นโยบายการทูตเชิงรุกครั้งสำคัญของสหรัฐ ที่มีต่อภูมิภาคแปซิฟิก หลังลดระดับความสัมพันธ์กับหมู่เกาะโซโลมอน ด้วยการปิดสถานเอกอัครราชทูต เหลือเพียงระดับสถานกงสุล เมื่อปี 2536 โดยโอนภารกิจการทูตทั้งหมดให้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำกรุงพอร์ตมอร์สบี ในปาปัวนิวกินี


ขณะที่นายแอนโทนี บลิงเคน รมว.การต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า จีน “แสดงเจตจำนงที่มีความชัดเจนมากขึ้น” ว่าต้องการจัดตั้ง “เครือข่ายความสัมพันธ์ทางทหาร” กับกลุ่มประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิก และสถานการณ์ชัดเจนที่สุด ณ เวลานี้ คือความร่วมมือระหว่างรัฐบาลปักกิ่งกับหมู่เกาะโซโลมอน ซึ่งยุติความสัมพันธ์กับไต้หวัน เพื่อไปสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเต็มรูปแบบกับจีน เมื่อปี 2562


ทั้งนี้ หมู่เกาะโซโลมอนเผชิญกับเหตุจลาจลครั้งใหญ่ เมื่อปลายเดือน พ.ย. 2564 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และชุมชนชาวจีนในกรุงโฮนีอารา ได้รับความเสียหายมากที่สุด หลายฝ่ายจึงพุ่งเป้าไปที่กระแสต่อต้านจีน เนื่องจากยังมีภูมิภาคอีกหลายแห่งในหมู่เกาะโซโลมอน ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลยุติความสัมพันธ์กับไต้หวัน


อนึ่ง จากเนื้อหาบางส่วนของเอกสาร “ภาพรวมทางยุทธศาสตร์” ความยาว 12 หน้า ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เผยแพร่เมื่อปีที่แล้ว ระบุเกี่ยวกับ “การขยายขอบเขตอย่างจริงจัง” ด้านภารกิจการทูตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลุ่มประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อยกระดับการตอบสนองต่อจีน “ให้มีความเป็นเชิงรุกมากขึ้น”.

เครดิตภาพ : U.S. Embassy Honiara, Solomon Islands