สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ว่า สหรัฐจัดพิธีเปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำกรุงโฮนีอารา เมืองหลวงของหมู่เกาะโซโลมอน เมื่อวันพฤหัสบดี อย่างไรก็ดี สถานเอกอัครราชทูตเปิดให้บริการแก่ประชาชน ตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา
The United States of America is pleased to announce the opening of its Embassy in Honiara. We are committed to strengthening the enduring relationship between the U.S. and Solomon Islands! pic.twitter.com/tLGR37TkCb
— USEmbassyPOM (@USEmbassyPOM) February 1, 2023
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการกลับมาใช้นโยบายการทูตเชิงรุกครั้งสำคัญของสหรัฐ ที่มีต่อภูมิภาคแปซิฟิก หลังลดระดับความสัมพันธ์กับหมู่เกาะโซโลมอน ด้วยการปิดสถานเอกอัครราชทูต เหลือเพียงระดับสถานกงสุล เมื่อปี 2536 โดยโอนภารกิจการทูตทั้งหมดให้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำกรุงพอร์ตมอร์สบี ในปาปัวนิวกินี
ขณะที่นายแอนโทนี บลิงเคน รมว.การต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า จีน “แสดงเจตจำนงที่มีความชัดเจนมากขึ้น” ว่าต้องการจัดตั้ง “เครือข่ายความสัมพันธ์ทางทหาร” กับกลุ่มประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิก และสถานการณ์ชัดเจนที่สุด ณ เวลานี้ คือความร่วมมือระหว่างรัฐบาลปักกิ่งกับหมู่เกาะโซโลมอน ซึ่งยุติความสัมพันธ์กับไต้หวัน เพื่อไปสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเต็มรูปแบบกับจีน เมื่อปี 2562
Last February, I announced that the United States would establish an embassy in Solomon Islands. Now, that pledge is a reality. The United States is a Pacific country, and we are taking another important step forward in helping deliver for our people and for the region we share. pic.twitter.com/lilp0ywZl9
— Secretary Antony Blinken (@SecBlinken) February 1, 2023
ทั้งนี้ หมู่เกาะโซโลมอนเผชิญกับเหตุจลาจลครั้งใหญ่ เมื่อปลายเดือน พ.ย. 2564 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และชุมชนชาวจีนในกรุงโฮนีอารา ได้รับความเสียหายมากที่สุด หลายฝ่ายจึงพุ่งเป้าไปที่กระแสต่อต้านจีน เนื่องจากยังมีภูมิภาคอีกหลายแห่งในหมู่เกาะโซโลมอน ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลยุติความสัมพันธ์กับไต้หวัน
อนึ่ง จากเนื้อหาบางส่วนของเอกสาร “ภาพรวมทางยุทธศาสตร์” ความยาว 12 หน้า ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เผยแพร่เมื่อปีที่แล้ว ระบุเกี่ยวกับ “การขยายขอบเขตอย่างจริงจัง” ด้านภารกิจการทูตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลุ่มประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อยกระดับการตอบสนองต่อจีน “ให้มีความเป็นเชิงรุกมากขึ้น”.
เครดิตภาพ : U.S. Embassy Honiara, Solomon Islands



