การคัดกรองป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ชุมชนเขตเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น คือสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชากรทุกกลุ่มสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ และยังได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง ท่ามกลางปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมมือกับภาคีเครือข่ายศูนย์บริการสาธารสุขในฐานะหน่วยสาธารณสุขปฐมภูมิ ตลอดจนเครือข่ายชุมชนและภาคประชาชนในระดับพื้นที่ ในการดำเนินงาน “โครงการพัฒนาระบบและกลไกของศูนย์บริการสาธารณสุขเพื่อสร้างรูปแบบการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนในการป้องกันและฟื้นฟูทางสุขภาพในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อไวรัสโคโรนา 2019” เพื่อให้ชุมชนเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพของประชาชน

ผศ.รณรงค์ จันใด รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการพัฒนาระบบและกลไกของศูนย์บริการสาธารณสุขเพื่อสร้างรูปแบบการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนในการป้องกันและฟื้นฟูทางสุขภาพในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อไวรัสโคโรนา 2019 กล่าวถึงที่มาของการจัดตั้งโครงการว่า เป็นโครงการที่เกิดขึ้นในช่วงระยะกลางที่เกิดการระบาดของโควิด-19 โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ (สำนัก 7) สสส. และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เล็งเห็นความสำคัญของกลไกภาคประชาชน โดยเฉพาะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการเข้ามีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพระดับปฐมภูมิทั้งในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือสถานพยาบาลที่อยู่ในชุมชน ซึ่งหากภาคประชาชนมีส่วนร่วมได้มากขึ้น ก็จะทำให้การชี้เป้า เฝ้าระวัง รวมถึงการแก้ไขปัญหาโควิด-19 เป็นไปได้อย่างทันท่วงที สามารถตอบโจทย์ให้กับสังคมได้ รวมถึงในอนาคตหากเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ซ้ำขึ้นมาใหม่ ก็จะมีกลไกในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการดำเนินโครงการนั้น ได้เลือกพื้นที่ 3 แห่ง คือ จังหวัดเชียงใหม่ อุบลราชธานี และกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่ ความท้าทายคือเป็นพื้นที่มีความเป็นเมืองสูง และเป็นพื้นที่ที่มีประชากรอยู่หนาแน่น (ชุมชนแออัด) จึงจำเป็นต้องหารูปแบบในการดูแลพื้นที่ชุมชนให้เกิดความลงตัวมากที่สุด

ผศ.รณรงค์ กล่าวอีกว่า การทำงานทั้ง 3 พื้นที่ มีบริบทที่แตกต่างกัน ความสำเร็จและความท้าทายจึงแตกต่างกันออกไป เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งหน่วยบริการสาธารณสุขใกล้เคียงเป็นโรงพยาบาลเอกชน ทำให้ต้องหาเส้นทางการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาชนที่เป็น อสม. ผู้นำชุมชน โรงพยาบาลเอกชน กับเทศบาลนครเชียงใหม่ ภายใต้การเจรจาที่ทำให้เห็นว่า หากจะมีโมเดลหรือนวัตกรรมในการคัดกรองป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ควรจะเป็นไปในลักษณะใด จนทำให้เกิดการพัฒนาและส่งต่อองค์ความรู้ไปยัง อสม. จนเกิด “โครงการ อสม. Hub” ขึ้นมา ซึ่งจากการดำเนินโครงการในพื้นที่ ทำให้ อสม. สามารถชี้เป้า ดูแลกันเองเบื้องต้นภายในชุมชนได้ รวมถึงสามารถสื่อสารไปยังกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยในเขตเมือง ให้เป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันโรค และยังสามารถบอกต่อให้ประชาชนสามารถเข้าสู่ระบบสุขภาพเบื้องต้นได้อีกด้วย

ขณะที่จังหวัดอุบลราชธานี มีรูปแบบการทำงานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เป็นการจับมือกันระหว่าง รพ.สต. และสถานีอนามัย การดำเนินโครงการในพื้นที่ จึงเป็นการช่วยเตรียมความพร้อม และหนุนเสริมการสร้างนวัตกรรมในการดูแล ป้องกัน ช่วยเหลือ เสริมพลังใจให้กับผู้ป่วยติดเชื้อ โควิด-19 ทำให้แพทย์ใน รพ.สต. และสถานีอนามัย มีบทบาทที่ชัดเจนมากขึ้นในการทำงานร่วมกับ อสม. เพื่อป้องกันและดูแลการระบาดในพื้นที่ได้

ส่วนกรุงเทพมหานคร ถือเป็นพื้นที่ที่ทำงานยากที่สุด เพราะด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่ต่างคนต่างอาศัย มีความแออัดมากที่สุด รวมไปถึงหน่วยบริการในชุมชนส่วนใหญ่จะเป็นคลินิกชุมชนอบอุ่น ซึ่งโครงการได้ส่งเสริมให้คลินิกทำงานเชิงรุกมากขึ้น เริ่มจากการลงพื้นที่ในชุมชนต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโควิด-19 ให้เกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมถึงทำให้ประชากรในชุมชนมีความเชื่อมั่นต่อระบบสุขภาพภายในชุมชนมากขึ้นไปด้วย พร้อมระบุว่า

“โครงการนี้จะเป็นการตอบโจทย์การทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน ระหว่างหน่วยบริการปฐมภูมิ อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) และภาคประชาชน หากทั้ง 3 ส่วนนี้มีความเชื่อมโยงเกิดปฏิสัมพันธ์ต่อกัน เชื่อว่าถ้ามีวิกฤตโรคระบาดเกิดขึ้นอีกในอนาคต ก็จะมีกลไกและระบบในการแก้ไขปัญหา นำพาชุมชนผ่านพ้นวิกฤตไปได้” ผศ.รณรงค์ กล่าว

ผศ.รณรงค์ กล่าวอีกว่า ส่วนความสำเร็จของโครงการในมิติของหน่วยบริการสุขภาพแบบปฐมภูมิจากพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัดนั้น สะท้อนได้จากการมีกลไกการทำงานในพื้นที่สามารถเชื่อมโยงกับภาคประชาชนได้เป็นอย่างดี ประชาชนเห็น อสส. หรือ อสม. เป็นที่พึ่งด้านสุขภาพ ส่วนฝั่งหน่วยให้บริการก็เห็นช่องทางในการลงพื้นที่เข้าถึงประชาชนมากขึ้น ซึ่งภาพการทำงานร่วมกันเช่นนี้ จะทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันตนเองจากโรคได้มากขึ้น และเกิดความยั่งยืนในอนาคตต่อไป พร้อมระบุว่า กลไกที่ถูกสร้างขึ้นมาจากโครงการ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ชุมชนสามารถรับมือกับวิกฤติโรคอุบัติใหม่ในอนาคตได้อย่างเข้มแข็ง เพราะประเทศไทยมีทุนทางสังคมจากความเอื้ออาทร โดยเฉพาะจาก อสม. และ อสส. หากสามารถพัฒนากลไกนี้ให้เข้มแข็ง มีศักยภาพ ก็จะช่วยเหลือระบบพัฒนาสุขภาพได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและทันท่วงที

นางสาวสวิตา สะตัน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ธรรมวัฒน์คลินิกเวชกรรม สาขาทุ่งวัดดอนกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาว่า ในช่วงปี 2564-2565 ที่มีการระบาดสูง โรงพยาบาลต่าง ๆ ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้ ทำให้ประชาชนต้องหันมาพึ่งพาคลินิกที่อยู่ใกล้กับชุมชนมากขึ้น ซึ่งคลินิกเองก็ได้ดูแลในชุมชนบ้านเอื้ออาทรสวนพลู ที่มีประชากรจำนวนกว่าหลายพันคน โดยปี 2565 ที่ผ่านมาก็มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เข้ารับบริการจำนวน 533 คน ทำให้คลินิกได้มีบทบาททำงานร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่บ้านแบบ Home Isolation ประกอบการมีความต้องการให้ชุมชนสามารถดูแลด้วยตนเองได้ มีความรู้มากขึ้น ซึ่งคลินิกเองเริ่มการดำเนินงานจาก ทำศูนย์พักคอยร่วมกันกับชุมชน จากนั้นค้นหาอาสาสมัครภายในชุมชน พร้อมช่วยกันระดมความคิดตั้งเป้าหมายของโครงการ สอบถามความต้องการของชุมชนที่ต้องการให้คลินิกอบรมมอบความให้กับชุมชน

ส่วนการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อแบบ Home Isolation นั้น คลินิกจะเริ่มดูแลตั้งแต่การสอบถามประวัติผู้ป่วย การจัดส่งยาพร้อมอาหารให้กับผู้ป่วย พร้อมกับการติดตามอาการทั้งสองเวลา ในช่วงเช้าและเย็น ทั้งสัญญาณชีพ การหายใจ หากพบว่ามีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยงก็จะคอยประสานงานไปยังโรงพยาบาลเพื่อส่งต่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษา โดยที่ผ่านมาก็มีการส่งต่อผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะสีแดงไปไม่เกิน 20 เคส เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในภาวะสีเขียวและจะติดเชื้อกันเป็นแบบครอบครัว ขณะที่การพูดคุยติดต่อกับผู้ป่วยนั้นส่วนใหญ่จะผ่านแอปพลิเคชันไลน์ วีดิโอคอล หรือการโทรศัพท์สอบถามอาการ ส่วนการสนับสนุนจาก สสส. เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือชุมชนได้มากขึ้น เพราะทำให้คลินิกสามารถส่งต่อองค์ความรู้การดูแลตนเองลงไปยังชุมชนผ่านการอบรม จัดกิจกรรม เชื่อว่าเมื่อมีคนเข้ารับการอบรมแล้วก็จะส่งต่อความรู้ไปยังบุคคลในครอบครัว และสร้างความเข้มแข็งภายในชุมชนได้ต่อไป โดยที่ผ่านมาทางชุมชนก็ขอรับความรู้จากคลินิกในหลายเรื่อง เช่น โรคติดเชื้อโควิด-19 การตรวจเชื้อโควิดด้วยตนเอง การวัดความดันโลหิต การวัดอุณหภูมิร่างกาย ซึ่งมีแพทย์คอยให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ จากการดำเนินโครงการร่วมกับ สสส. ส่งผลให้ประชาชนในชุมชนมารับบริการกับคลินิกมากขึ้น จากเดิมที่ไม่เคยรับทราบมีหน่วยบริการปฐมภูมิที่นี่ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีเช่นเดียวกัน

ด้านนางสาวสุจิตรา ทัพธานี นักวิชาการสาธารณสุข ธรรมวัฒน์คลินิกเวชกรรม สาขาทุ่งวัดดอน กล่าวถึงโครงการอบรมให้ความรู้เรื่องการคัดกรองโควิด-19 ด้วยตนเองแก่ชุมชนว่า เป็นการนำความรู้ของคลินิกลงสู่ชุมชน โดยจะสอบถามความต้องการของอาสาสมัครว่าอยากได้ความรู้ในเรื่องใด และจัดอบรมให้ความรู้ตามที่อาสาสมัครต้องการ มีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล จากนั้นก็จะลงพื้นที่ชุมชนเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป โดยให้อาสาสมัครเริ่มให้ความรู้แก่ครอบครัวของแต่ละคนก่อน แล้วค่อย ๆ ขยายวงกว้างมากขึ้น เมื่อจบขั้นตอนทั้งหมดแล้วก็จะมาสรุปและถอดบทเรียนร่วมกัน ทั้งนี้ มีอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ จำนวน 12 คน เมื่อสิ้นสุดโครงการ พบว่า อาสาสมัครมีความรู้เพิ่มมากขึ้น สามารถนำเนื้อหาที่ได้รับการอบรมไปใช้ได้จริง โดยช่วงที่มีการระบาดหนักได้ให้อาสาสมัครเข้ามาช่วยคัดกรองโรคอีกด้วย

“การสนับสนุนจาก สสส. มีส่วนอย่างมากในการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมบทบาทของอาสาสมัคร โดยหลังจากที่โครงการนี้จบลง อาสาสมัครเหล่านี้ก็ยังมีส่วนในการช่วยเหลือเฝ้าระวังโรคอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องอีกด้วย พร้อมมองว่า การอบรมและได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลดีให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความชำนาญและเชี่ยวชาญมากขึ้นอีกด้วย” นางสาวสุจิตรา กล่าวทิ้งท้าย