เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2566 มีการเผยแพร่ผลงานกรณีศึกษาชิ้นส่วนอาวุธซึ่งเป็นชิ้นส่วนปลายหอกยุคโบราณ มีชื่อเรียกว่า ‘Manis Projectile point’ โดยสรุปว่านี่คืออาวุธที่ทำจากกระดูกสัตว์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก
ปลายหอก Manis ได้รับการประเมินว่ามีอายุประมาณ 13,900 ปี สันนิษฐานว่าน่าจะมีการผูกติดกับปลายด้ามหอกหรืออาวุธในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน โดยเป็นของใช้ในกลุ่มมนุษย์กลุ่มแรกที่ขึ้นมาอยู่อาศัยบนพื้นที่ทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งคาดว่าน่าจะเก่าแก่ยิ่งกว่ากลุ่มชาวโคลวิส (Clovis) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์และได้รับสมญาว่าเป็น “นักล่าแมมมอธ”
แต่เดิมมีความเชื่อว่า กลุ่มชาวโคลวิส คือมนุษย์กลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงทวีปอเมริกาทั้ง 2 ทวีป และเป็นผู้เผยแพร่วัฒนธรรมในกลุ่มของตนออกไปไกล สู่พื้นที่ต่าง ๆ แต่ต่อมาก็มีเริ่มมีหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่าน่าจะมีมนุษย์กลุ่มอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกามาก่อนหน้านั้นแล้ว
ไมเคิล วอเตอร์ส ศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยเทกซัส เอแอนด์เอ็ม กล่าวในคำแถลงข่าวว่า ชิ้นส่วนปลายหอกชิ้นนี้มีความสำคัญในแง่ที่ว่า มันคือเครื่องมือที่ทำจากกระดูกสัตว์ชิ้นแรกและชิ้นเดียวที่มีการค้นพบในตอนนี้ ที่มีอายุเก่าแก่ยิ่งกว่าวัฒนธรรมยุคโคลวิส ซึ่งแสดงว่า มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกายุคแรกเริ่ม รู้จักทำและใช้อาวุธจากกระดูกสัตว์กันแล้ว และเป็นไปได้ว่าจะรู้จักใช้เครื่องมืออื่น ๆ ที่ทำจากกระดูกสัตว์ด้วย
การค้นพบนี้เกิดขึ้นระหว่างทีมงานของ วอเตอร์ส กำลังศึกษาซากกระดูกของมาสโตดอน สัตว์โบราณที่สูญพันธุ์ไปแล้วซึ่งมีลักษณะคล้ายช้าง ซากกระดูกนี้โดนขุดขึ้นมาในบริเวณแหล่งสำรวจทางโบราณคดี Manis Mastodon ในรัฐวอชิงตัน


พวกเขาพบปลายชิ้นส่วนหอกชิ้นนี้ที่บริเวณซี่โครงของมาสโตดอน ซึ่งแตกเป็นชิ้น ๆ และเมื่อนำมาตรวจสอบก็พบว่า นอกจากกระดูกของมาสโตดอนตัวที่กำลังศึกษากันแล้ว ยังมีเศษกระดูกของสัตว์ตัวอื่นด้วย
ทีมงานสันนิษฐานว่า นักล่าผู้ใช้อาวุธน่าจะเล็งเป้าหมายไปที่บริเวณปอด หรืออวัยวะสำคัญของมาสโตดอน แต่ทำพลาด ปลายหอกจึงไปโดนซี่โครงของมันแทน ซึ่งทำให้มันหนีรอดจากการล่าไปได้ โดยมีปลายหอกติดคาอยู่ที่ซี่โครงของมัน
ปลายหอกที่ติดคาอยู่ในเนื้อทำให้ผิวของมาสโตดอนเกิดอาการเลือดคั่ง หลังจากนั้น บาดแผลก็เริ่มสมานตัวและหุ้มรอบ ๆ ปลายหอกนั้นไว้ ทำให้ชิ้นส่วนดังกล่าวถูกฝังอยู่ใต้ผิวหนังของมัน

อย่างไรก็ตาม นี่คือการสันนิษฐานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหมื่นกว่าปีก่อน หลังจากนั้นก็มีทั้งความเป็นไปได้ว่าต่อมา มาสโตดอนตัวนี้จะโดนมนุษย์ล่าอีกครั้งและไม่รอด ต้องกลายมาเป็นอาหารของมนุษย์ หรือมันอาจจะตายตามธรรมชาติและมนุษย์นำซากมันมาทำเป็นอาหาร
หากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็แทบจะสังเกตปลายชิ้นส่วนหอกดังกล่าวนั้นไม่ออก เพราะปลายหอกนั้นก็ทำจากกระดูกมาสโตดอน แต่เป็นมาสโตดอนคนละตัวกันกับที่กลายเป็นซากร่างในการศึกษาครั้งนี้
ทีมงานได้ใช้เทคโนโลยี 3D และ CT Scan สร้างภาพจำลองของปลายหอกขึ้นมา เพื่อให้ภาพที่ชัดเจนขึ้น ก่อนหน้านั้น ทีมงานได้แยกเศษกระดูกออกมา นำมาทำแม่พิมพ์และหล่อแบบแต่ละชิ้น จากนั้นจึงนำมาประกอบกัน
วอเตอร์ส กล่าวว่า นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงให้เห็นมีการล่ามาสโตดอนในทวีปอเมริกา แต่ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มคนที่อยู่ในอเมริกามาก่อนวัฒนธรรมโคลวิสนั้น ยังคงเป็นเรื่องลึกลับ อย่างไรก็ตาม ปลายหอกชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นนี้ก็ช่วยให้ข้อมูลได้บางส่วนว่า พวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร
วอเตอร์ส กล่าวว่า กลุ่มคนเหล่านี้น่าจะมีชีวิตอยู่ช่วง 16,000-14,000 ปีก่อนจะเกิดวัฒนธรรมโคลวิส ซึ่งคาดว่ามนุษย์กลุ่มนี้เดินทางมาถึงทวีปอเมริกาตั้งแต่ช่วงปลายยุคน้ำแข็งยุคสุดท้าย
แหล่งข่าว : miamiherald.com
เครดิตภาพ : Center for the Study of the First Americans, Texas A&M University



