สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ว่า นางลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เมื่อวันจันทร์ว่า การที่ยูเอ็นเอสซีแทบไม่เคยมีมติอย่างจริงจังต่อพฤติการณ์ของเกาหลีเหนือ “เป็นเรื่องน่าละอาย”


ขณะเดียวกัน โธมัส-กรีนฟิลด์ กล่าวว่า “เป็นเรื่องอันตราย” เนื่องจากยังคง “มีผู้ปกป้อง” เกาหลีเหนือ จากการทดสอบอาวุธที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปีนี้ สร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคงไม่เพียงแต่เฉพาะในเอเชีย แต่ยังส่งผลกระทบต่อทุกภูมิภาคบนโลกด้วย แม้ไม่มีการเอ่ยพาดพิงประเทศหนึ่งประเทศใดอย่างเจาะจง แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า เจ้าหน้าที่การทูตระดับสูงของสหรัฐหมายถึงจีนและรัสเซีย


อย่างไรก็ตาม การออกแถลงการณ์ของยูเอ็นเอสซี ไม่ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องใด จำเป็นต้องได้รับการลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์จากสมาชิกทั้ง 15 ประเทศ สำหรับมติล่าสุดของยูเอ็นเอสซีเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ ต้องย้อนกลับไปถึงเดือน ธ.ค. 2560 เมื่อที่ประชุมมีมติยกระดับมาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลเปียงยาง จากการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์และขีปนาวุธ

ขีปนาวุธข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) “ฮวาซอง-15” ซึ่งเกาหลีเหนือทดสอบ เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2566


การประชุมครั้งนี้ของยูเอ็นเอสซีเกิดขึ้น หลังเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธนำวิถีพิสัยใกล้ (เอสอาร์บีเอ็ม) 2 ลูก เมื่อวันจันทร์ หลังทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) “ฮวาซอง-15” เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการ “ฝึกซ้อมรบแบบฉับพลัน” เพื่อเน้นย้ำความพร้อมทางทหารในการ “โจมตีโต้กลับ” กลับ “การข่มขู่คุกคามของปรปักษ์” นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 ที่เกาหลีเหนือทดสอบไอซีบีเอ็มรุ่นดังกล่าว และต่อมา สหรัฐจัดการฝึกซ้อมรบทางอากาศร่วมกับเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น


อนึ่ง การยิงไอซีบีเอ็มครั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน ก่อนสหรัฐกับเกาหลีใต้ เตรียมซ้อมรบครั้งใหม่ร่วมกันในสัปดาห์นี้ โดยเป็นการฝึกซ้อมแผนบนโต๊ะ จำลองสถานการณ์ว่า เกาหลีเหนือโจมตีเกาหลีใต้ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ และเกาหลีใต้ร่วมกับพันธมิตรคือสหรัฐ จะตอบโต้แบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ส่งผลให้รัฐบาลเปียงยางเตือนว่า จะตอบสนอง “อย่างจริงจังในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” เช่นกัน.

เครดิตภาพ : AFP