สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวกับสถานีโทรทัศน์รอสซิยา-วัน เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แน่นอนว่าเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่สอง ว่าสถานการณ์ ณ เวลานี้ ถือเป็น “ช่วงเวลาชี้ชะตา” สำหรับรัสเซีย เนื่องจากเป้าหมายของฝ่ายตะวันตก “ชัดเจน” ว่า ต้องการ “ทำลายรัสเซีย แบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับสหภาพโซเวียต”


ทั้งนี้ ปูตินกล่าวด้วยว่า หากรัสเซียล่มสลาย ฝ่ายตะวันตกจะเป็นผู้ครอบครองวัตถุดิบหลายอย่าง ซึ่งใช้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโลกแต่เพียงผู้เดียว เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์ของรัสเซียด้วย ทว่าไม่ได้ขยายความว่า หมายถึงประชาชนเชื้อชาติใด


ขณะเดียวกัน ผู้นำรัสเซียกล่าวว่า องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่มีสหรัฐเป็นแกนนำ “คือคู่ขัดแย้งโดยตรง” จากการที่ยังคงเดินหน้ามอบความสนับสนุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ยูเครน และไม่เพียงแต่การประเมินศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของรัฐบาลวอชิงตัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลมอสโกวิเคราะห์ศักยภาพแบบเดียวกันนี้กับสมาชิกนาโตอีกหลายประเทศ รวมถึง สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส


ปัจจุบัน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมถึงประชาคมข่าวกรองของสหรัฐ ยืนยันตรงกันว่า รัสเซียเป็นประเทศซึ่งครอบครองหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก โดยมีจำนวนมากกว่าของสหรัฐ สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสรวมกัน


อนึ่ง ปูตินประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระงับความร่วมมือกับสหรัฐ ตามกรอบความร่วมมือทวิภาคีด้านนิวเคลียร์ในชื่อ “นิว สตาร์ต” ด้านนาโตยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการต่อท่าทีล่าสุดของผู้นำรัสเซีย ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยืนกรานว่า สหรัฐและตะวันตก ไม่เคยมีแผนล้มล้างรัสเซีย แต่กล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับนาโต อาจลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่สาม และ “ปูตินไม่ควรอยู่ในอำนาจอีกต่อไป”.

เครดิตภาพ : AFP