เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 6/2566 ถึงแนวทางการเพิ่มรายได้ของกรุงเทพมหานครว่า สำหรับเรื่องรายได้ของกทม. หากดูตัวเลขแล้ว รายได้หลักของกทม.คือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จากข้อมูลพื้นฐานตอนนี้เก็บได้ประมาณ 96% ซึ่งแบ่งออกเป็นที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และคอนโดมิเนียม ก็ได้เร่งรัดเรื่องการจัดเก็บ ทั้งนี้ อาจมีปัญหาในเรื่องการลดภาษี 15% ตามที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้เล็กน้อย แต่ทางกทม.ก็ประมาณการว่าต้องเก็บได้ไม่น้อยกว่าปีที่แล้ว และได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อหาช่องทางในการเพิ่มรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ได้ไปเบียดเบียนคนที่ลำบาก แต่ให้การเก็บภาษีเป็นไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่มีผลต่อรายได้ของกทม.ที่จะต้องพยายามเร่งรัดจัดเก็บคือเรื่องภาษีป้าย (ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์) ที่กรมการขนส่งทางบกเป็นผู้จัดเก็บให้กทม. ซึ่งจัดเก็บได้สูงสุดประมาณ 13,000 บาทแต่ช่วงโควิดที่ผ่านมา จัดเก็บลดลงเหลือ12,000 บาท ดังนั้น กทม.จึงมรแนวทางทำ MOU ร่วมกับกรมการขนส่งทางบกให้เร็วที่สุด เพื่อกทม.จะช่วยติดตามทวงถามผู้ที่ไม่ยอมเสียภาษีป้ายฯ โดยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กทม.ไม่มีอำนาจเป็นผู้จัดเก็บเอง แต่จะทำหน้าที่ช่วยทวงถามให้มากขึ้น
นอกจากนี้จะมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ที่จะให้เราสามารถมีอำนาจในการเก็บภาษีเพิ่มทั้งในแง่ของภาษีบำรุงกทม.สำหรับยาสูบ ค่าธรรมเนียมบำรุงกทม.จากผู้พักในโรงแรม ตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม และภาษีบำรุงกทม.สำหรับน้ำมันฯ โดยมีการจัดเก็บภาษีน้ำมันอยู่แล้วแต่ในอัตราที่ต่ำอยู่ อาจจะมีการปรับให้สอดคล้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ซึ่งก็ได้ตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ แต่คงเป็นขั้นตอนที่ไม่เร็ว เพราะต้องส่งให้กระทรวงมหาดไทยแล้วเข้ารัฐบาล คงต้องรอในรัฐบาลชุดหน้า รวมถึงให้พิจารณาภาษีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งกทม.ยังไม่เคยทำมาก่อน แต่ในเมื่อมีแนวคิดจะแก้ พ.ร.บ. แล้ว ก็คิดว่าจะแก้ไปทีเดียวเลยได้หรือไม่

โดยเป็นไปตามหลักการ Polluter Pays Principle (PPP) คือผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ซึ่งหลายประเทศได้มีการจัดเก็บแล้ว เช่น คนไหนที่ทำกิจกรรมซึ่งทำความเสียหายกับสิ่งแวดล้อม เราจะเก็บภาษีเพิ่ม เหมือนที่ลอนดอนมี Low Emission Zone คือโซนที่ไม่อยากให้เกิดฝุ่น PM2.5 หากมีรถที่ได้ไม่ได้มาตรฐานมาวิ่งจะต้องมีการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่ม เป็นต้น ซึ่งภาษีสิ่งแวดล้อมนี้คาดว่าจะช่วยลดต้นตอมลพิษได้ และยังเป็นการเพิ่มรายได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม การจะแก้ พ.ร.บ.เรื่องนี้ จะต้องอ้างอิงจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ มาประกอบ ในส่วนของค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมเก็บขยะ ค่าธรรมเนียมน้ำเสีย อยู่ในช่วงการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนค่าธรรมเนียมเก็บขยะและบำบัดน้ำเสียนั้น ค่าเก็บขยะไม่ต้องแก้ข้อบัญญัติใหม่ มีระยะเวลาดำเนินการอยู่ คาดว่าน่าจะเริ่มเดือน มิ.ย. นี้ ปัจจุบันเก็บค่าขยะได้ประมาณ 500 – 600 ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งอาจไม่คุ้ม แต่การเก็บค่าขยะเป็นการจูงใจให้สร้างขยะน้อยลง มีการแยกขยะก่อนทิ้งมากขึ้น ยากที่จะเก็บค่าขยะให้คุ้มทุนกับค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมเก็บขยะไม่ได้สร้างความลำบาก แต่เพื่อให้มีความเหมาะสมและมีความยุติธรรมมากขึ้น ใครสร้างขยะเยอะก็จ่ายเยอะกว่า ต้องดูในรายละเอียดที่คณะกรรมการพิจารณาอีกครั้ง ส่วนการบำบัดน้ำเสียต้องดูความพร้อมของระบบ ไม่ง่าย ต้องหารือกับการประปานครหลวง เนื่องจากต้องดูจากการใช้น้ำดีตามมิเตอร์ ต้องดูว่าจะพ่วงกับค่าน้ำประปาหรือไม่ ซึ่งต้องคุยรายละเอียดกับการประปานครหลวงเพิ่มเติม
อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องค่าจอดรถ ปัจจุบันกทม.ออกประกาศให้เก็บค่าจอดรถยนต์บนถนน 66 สายทั่วกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้ทำอย่างจริงจัง ทั้งนี้ การจัดเก็บค่าจอดรถปัจจุบันใช้คนเดินเก็บ ซึ่งอาจไม่มีประสิทธิภาพ การใช้คนเดินเก็บค่าจอดรถที่ได้อาจจะไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายสำหรับคนเดินเก็บด้วย เป็นแนวคิดว่าอาจปรับนำเทคโนโลยีมาช่วยให้การเก็บค่าจอดรถให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเหมือนเมืองอื่นๆ ไม่ได้ให้เป็นภาระใคร เพียงแต่มองว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความหมุนเวียนทางเศรษฐกิจด้วย เพราะเวลาให้จอดฟรีหรือจอดนานบนที่สาธารณะที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกันคือความไม่คุ้มค่า รถไม่เกิดการหมุนเวียน อาจให้จอดฟรี 1 ชั่วโมง เพื่อที่จะได้มีการหมุนเวียนรถมาจอด ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น ก็ต้องดูว่าจะมีจุดไหนที่สามารถทำเป็นที่จอดรถเพิ่มเติมได้ ได้ให้คณะกรรมการพิจารณารายได้ไปดูว่าจะสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง ซึ่งอยู่ในอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528
นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มว่า ส่วนเรื่องที่จะทำหลังการเลือกตั้งคือ ทำอย่างไรให้ประชากรแฝงในกรุงเทพฯ ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามา เพื่อสะท้อนตัวเลขที่แท้จริง เพราะรายได้บางประเภท เช่น vat เราได้ปันตามจำนวนประชากร ซึ่งหากเราได้รายได้ตามจำนวนประชากรที่แท้จริงจะทำให้มีงบประมาณไปทำโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์บริการสาธารณสุข ให้เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่มาใช้บริการ ตลอดจนปรับปรุงสภาพการจราจร หรือเรื่องต่าง ๆ ให้มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนต่อไปในอนาคต.



