นายอินทพร จั่นเอี่ยม รอง ผอ.รักษาราชการแทนผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ตามที่นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล พศ. ได้ร่วมประชุมกับผู้บริหาร พศ. และ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ทั่วประเทศ หลังจากมีข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมปรากฏตามสื่อเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา โดยมอบหมายให้ พศ. ขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้แจ้งส่วนราชการในพื้นที่ องค์กรปกครองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประสานและช่วยเหลือสนับสนุนเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ทุกระดับในพื้นที่ และ พศจ. อย่างใกล้ชิด ในการป้องกัน แก้ปัญหา และเฝ้าระวังพระภิกษุสามเณรกระทำการไม่เหมาะสมผิดพระธรรมวินัยในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที บูรณาการการทำงานร่วมกันในพื้นที่เป็นการสร้างความเชื่อมั่น ศรัทธา ต่อพุทธศาสนิกชน นั้น ในส่วนของพศ.ได้กำหนดมาตรการดำเนินงานในระยะเร่งด่วน โดยจะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบพระสงฆ์ที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง นอนตามสถานีขนส่งต่างๆ ออกรับเรี่ยไร ปักหลักบิณฑบาตอยู่ที่เดิมเป็นเวลานาน เพื่อตรวจสอบว่าเป็นพระสงฆ์จริงหรือไม่ หากเป็นพระสงฆ์จริง ก็จะนำกลับส่งวัดต้นสังกัดให้เจ้าอาวาสว่ากล่าวตักเตือน หากเป็นพระปลอมก็จะส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป  

นายอินทพร กล่าวต่อไปว่า ส่วนมาตรการระยะยาว จะต้องมีการประสานเจ้าคณะผู้ปกครองให้มีความเข้มงวดในการดูแลพฤติกรรมพระสงฆ์ในปกครองมากขึ้น และที่สำคัญพระอุปัชฌาย์จะต้องเข้ามามีบทบาท ทั้งต้องมีส่วนรับผิดชอบพระสงฆ์ที่สร้างพฤติกรรมเสื่อมเสียด้วย ต้องให้พระอุปัชฌาย์มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบมากกว่านี้ เพื่อให้ช่วยดำเนินการสอดส่องพฤติกรรมพระสงฆ์ที่พระอุปัชฌาย์เป็นผู้บวชให้ด้วย นอกจากนี้จะมีการทำฐานข้อมูลพระสงฆ์ เมื่อมีพระรูปใดสึกออกไปแล้วจะต้องบันทึกประวัติถึงสาเหตุในการสึก ว่าเป็นการขอสึกด้วยตัวเองเพราะสาเหตุใด โดย พศจ. แต่ละพื้นที่จะต้องเข้าไปช่วยเจ้าคณะผู้ปกครองบันทึกข้อมูลด้วย เพื่อป้องกันพระสงฆ์ที่มีความผิดติดตัว หรือมีข้อร้องเรียน ที่ยังไม่สามารถแสดงตัวเองได้ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แล้วไปขอสึกจากวัดหนึ่ง เพื่อให้เรื่องต่างๆ เงียบ แต่หลังจากนั้นไม่นาน กลับแอบไปบวชใหม่อีกวัดหนึ่ง ที่สำคัญเพื่อเป็นการป้องกันพระสงฆ์ที่มีความผิดถึงขั้นต้องอาบัติปาราชิก แอบไปบวชใหม่ด้วย