สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ว่า พล.อ.ลอยด์ ออสติน รมว.กลาโหมสหรัฐ และพล.อ.มาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม ประชุมทางไกลผ่านโทรศัพท์ ร่วมกับ พล.อ.เซอร์เก ชอยกู รมว.กลาโหมรัสเซีย และ พล.อ.วาเลอรี เกราซมอฟ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม เมื่อวันพุธ ตามการยืนยันโดยรัฐบาลของทั้งสองประเทศ


อย่างไรก็ตาม สหรัฐยังปฏิเสธให้ความเห็นอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับผลการสนทนา ขณะที่ กระทรวงกลาโหมของรัสเซีย ออกแถลงการณ์มีเนื้อหาในตอนหนึ่งว่า พล.อ.ชอยกู กล่าวว่า การที่สหรัฐส่งอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน แบบควบคุมจากระยะไกล “เอ็มคิว-9 รีปเปอร์” หรือ “พรีเดเตอร์-บี” เข้ามา “สังเกตการณ์” ใกล้กับชายฝั่งของคาบสมุทรไครเมีย ทางตอนใต้ของยูเครน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา “เป็นการคุกคามโดยเจตนา” และ “อาจยกระดับความตึงเครียดในเขตทะเลดำ”


แถลงการณ์ของรัฐบาลมอสโก ระบุต่อไปว่า รัสเซีย “ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องแบบนี้ แต่จะตอบโต้ตามความเหมาะสม หากมีสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต” พร้อมทั้งทิ้งท้ายว่า หน่วยงานความมั่นคงและกลาโหมของทั้งสองประเทศ “ควรร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายด้วยความรับผิดชอบสูงสุด”


ทั้งนี้ สหรัฐ ยืนยันว่า โดรนเคลื่อนที่อยู่ในเขตน่านฟ้าสากลเหนือทะเลดำ และประสบเหตุตก “หลังถูกชน” โดยเครื่องบินขับไล่ ซู-27 ของรัสเซีย ซึ่งมีการปล่อยเชื้อเพลิงใส่โดรนเพื่อบดบังรัศมีการมองเห็น หรือเพื่อทำลายโดรนด้วย ขณะที่ รัฐบาลมอสโก กล่าวว่า โดรนของสหรัฐ “ตกทะเลเอง หลังเกิดการหักเหอย่างฉับพลัน” พร้อมทั้งยืนยันว่า เครื่องบินของรัสเซียไม่ได้สัมผัสโดยตรงกับโดรน


ด้าน นายอนาโตลี อันโตนอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตัน กล่าวหลังเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ว่าโดรนของสหรัฐ “มีเจตนาคุกคาม” เนื่องจากมีการปิดเรดาร์ ระหว่างเคลื่อนที่มุ่งหน้ามาทางดินแดนของรัสเซีย “ในระยะใกล้จนน่าวิตกกังวล” อย่างไรก็ดี การสนทนากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ “เป็นไปอย่าสร้างสรรค์” และไม่มีการกล่าวถึง “ผลกระทบที่จะเกิดตามมา”.

เครดิตภาพ : REUTERS