สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ว่า ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ ( เอสเอ็นบี ) และสำนักงานตรวจสอบทางการเงินแห่งชาติ ( ฟินมา ) ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า เครดิต สวิส เป็นสถาบันการเงินที่มีเสถียรภาพ โดยมีแหล่งทุนและสภาพคล่องในระบบตามมาตรฐานของธนาคารขนาดใหญ่ และสอดคล้องกับกฎหมายของสวิตเซอร์แลนด์ทุกประการ อย่างไรก็ดี เครดิต สวิส สามารถกู้ยืมสภาพคล่องจากเอสเอ็นบีได้ “หากต้องการ”
The Swiss National Bank said it would provide Switzerland's second biggest bank Credit Suisse with liquidity if necessary. A plunge in shares of Credit Suisse renewed fears that a full-blown worldwide banking crisis might be brewing https://t.co/d3Vg48ByrT $CS pic.twitter.com/HYlQkUxepI
— Reuters (@Reuters) March 16, 2023
ขณะที่ เครดิต สวิส ออกแถลงการณ์ขอบคุณ “ความสนับสนุน” จากรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ และยื่นเรื่องขอรับความช่วยเหลือเป็นวงเงินสูงสุด 50,000 ล้านฟรังก์สวิส ( ราว 1.85 ล้านล้านบาท ) ถือเป็นสถาบันการเงินรายใหญ่ระดับโลกแห่งแรก ที่ขอรับความสนับสนุนจากภาครัฐ นับตั้งแต่วิกฤติการเงินโลก เมื่อปี 2551 แม้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งโลกเผชิญกับวิกฤติการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ธนาคารกลางของทุกประเทศต่างมีนโยบายรักษาสภาพคล่องให้กับธนาคารภายในประเทศ
No more money for Credit Suisse
— Bloomberg TV (@BloombergTV) March 15, 2023
That's what Saudi National Bank Chairman Ammar Abdul Wahed Al Khudairy told @youseftv when asked about more assistance for the troubled lender https://t.co/GFLboCOwyj pic.twitter.com/iSjco40v8D
อย่างไรก็ตาม เอสเอ็นบี และฟินมา ยืนยันว่า ระบบธนาคารของสวิตเซอร์แลนด์ในภาพรวม “แข็งแกร่ง” และจะไม่ได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลสหรัฐสั่งปิดธนาคารอย่างน้อย 2 แห่ง คือ “ซิลิคอน วัลเลย์ แบงก์” หรือ เอสวีบี ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเพื่ออุตสาหกรรมสตาร์ทอัพ และ “ซิกเนเจอร์ แบงก์” หรือ เอสบี ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเงินดิจิทัลหรือเงินคริปโตฯ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวที่เกิดขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์ เกิดขึ้นหลังราคาหุ้นของเครดิตสวิสลดลงมากกว่า 30% เหลือต่ำกว่า 2 ฟรังก์สวิส ( ราว 74 บาท ) เป็นครั้งแรก ในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย เมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังซาอุดี เนชั่นแนล แบงก์ ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบีย และถือหุ้นในเครดิตสวิสด้วยสัดส่วน 9.9% ปฏิเสธให้เงินทุนเพิ่ม เนื่องจากจะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของตัวเองเกิน 10% ซึ่งผิดกฎหมายการตลาด.
เครดิตภาพ : REUTERS



