สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ว่า นายเดเร็ก โชเลต์ ที่ปรึกษาประจำกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวถึงสถานการณ์ในเมียนมา ว่า ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การรัฐประหาร เมื่อเดือนก.พ. 2564 โดยหนึ่งในประเด็นที่รัฐบาลวอชิงตันจับตาอย่างใกล้ชิด คือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลทหารของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย กับรัสเซีย ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างเห็นได้ชัด และสหรัฐสันนิษฐานว่า “มีความเป็นไปได้” ที่รัสเซียจะขอตั้งฐานทัพในเมียนมา


ทั้งนี้ โชเลต์กล่าวต่อไปว่า “ใครก็ตามซึ่งหารือกับรัฐบาลมอสโก” จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบอกให้อีกฝ่ายทราบว่า การมอบความสนับสนุนให้แก่รัฐบาลทหารเมียนมาต่อไป “เป็นเรื่องที่รับไม่ได้” แต่ในทางกลับกัน ความเคลื่อนไหวของรัสเซีย “ถือเป็นบ่อนทำลาย” และยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า วิกฤติการณ์ในเมียนมา “คือปัญหาของทั้งภูมิภาค”


ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา สภาที่ปรึกษาพิเศษด้านกิจการเมียนมา ซึ่งสมาชิกประกอบด้วยอดีตเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) เผยแพร่รายงานว่า บริษัทจากอย่างน้อย 13 ประเทศ รวม 45 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นใน สหรัฐ ญี่ปุ่น อินเดีย และฝรั่งเศส “ยังคงให้การสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานทางทหาร” แก่กองทัพเมียนมา ซึ่งใช้อาวุธเหล่านั้นเพื่อใช้ในการปราบปรามการเคลื่อนไหวของประชาชน นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร


ขณะที่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์ ) เคยเผยแพร่รายงานลักษณะเดียวกันนี้ เมื่อปีที่แล้ว โดยระบุชื่อบริษัทในรัสเซีย ยูเครน จีน อิสราเอล สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ว่า มอบความสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับอุปทานด้านอาวุธ ให้แก่กองทัพเมียนมา.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES