สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากเมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ว่า การให้เงินกู้ของจีนเกือบ 80% เกิดขึ้นระหว่างปี 2559-2564 โดยส่วนใหญ่เป็นประเทศมีรายได้ปานกลาง ไม่ว่าจะเป็น อาร์เจนตินา, มองโกเลีย และปากีสถาน ตามรายงานของนักวิจัยจากธนาคารโลก, โรงเรียนฮาร์วาร์ด เคนเนดี, ห้องปฏิบัติการวิจัย “เอดดาตา” และสถาบันคีลเพื่อเศรษฐกิจโลก
จีนให้กู้ยืมเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ทว่าจำนวนเงินข้างต้นลดลงนับตั้งแต่ปี 2559 เนื่องจากหลายโครงการไม่สามารถจ่ายเงินปันผลทางการเงินตามที่คาดไว้ได้
“ท้ายที่สุด รัฐบาลปักกิ่งก็พยายามช่วยธนาคารของตนเอง นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมจีนจึงมีส่วนในธุรกิจที่ความเสี่ยง ในการให้เงินกู้ช่วยเหลือระหว่างประเทศ” นายคาร์เมน ไรน์ฮาร์ต อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก และหนึ่งในผู้เขียนการศึกษา กล่าว
China spent $240 billion bailing out 22 developing countries between 2008 and 2021, with the amount soaring in recent years as more have struggled to repay loans spent building ‘Belt & Road’ infrastructure https://t.co/WGcUlqQu75
— Reuters (@Reuters) March 28, 2023
ขณะที่ นายแบรด พาร์คส์ ผู้อำนวยการของเอดดาตา และผู้เขียนรายงาน ระบุว่า เงินกู้เพื่อการช่วยเหลือของจีนนั้น “คลุมเครือ และไม่สอดคล้องกัน” ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งตอบโต้คำวิจารณ์ข้างต้น โดยกล่าวว่า การลงทุนในต่างประเทศของจีน ดำเนินการบนหลักการของความซื่อสัตย์ และความโปร่งใส
“จีนปฏิบัติตามกฎหมายตลาดและกฎสากล, เคารพเจตจำนงของประเทศที่เกี่ยวข้อง, ไม่เคยบังคับฝ่ายใดให้กู้เงิน, ไม่เคยบังคับให้ประเทศใดต้องจ่ายเงิน, ไม่ผูกเงื่อนไขทางการเมืองในสัญญาเงินกู้ และไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวทางการเมืองใด ๆ” นางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าว
ทั้งนี้ รายงานระบุว่า เงินกู้ยืมเพื่อการช่วยเหลือส่วนใหญ่ กระจุกตัวอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งมีสัดส่วนถึง 4 ใน 5 ของเงินกู้ทั้งหมด เนื่องจากความเสี่ยงที่มีต่องบดุลธนาคารของจีน ในขณะที่ประเทศซึ่งมีรายได้ต่ำ จะได้รับช่วงเวลาผ่อนผันชำระ และการขยายเวลาครบกำหนด.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



