สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ( ไอซีเจ ) หรือศาลโลก มีคำพิพากษา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า สหรัฐละเมิดสนธิสัญญามิตรไมตรีและการค้ากับอิหร่าน ซึ่งทั้งสองประเทศลงนามร่วมกัน เมื่อปี 2498 หมายความว่า รัฐบาลวอชิงตัน “ไม่มีอำนาจชอบธรรม” ที่จะอายัดทรัพย์สินจากบริษัทหลายแห่งของอิหร่าน


ศาลโลก กล่าวว่า รัฐบาลเตหะราน มีสิทธิเรียกร้องและได้รับค่าชดเชยจากสหรัฐ โดยทั้งสองประเทศต้องบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ภายในระยะเวลา 24 เดือน นับจากวันที่มีการประกาศคำพิพากษา หากไม่สามารถเห็นชอบร่วมกันได้ ศาลโลกจะเป็นผู้วินิจฉัยและกำหนดค่าชดเชย ที่รัฐบาลวอชิงตันต้องจ่ายให้แก่อิหร่าน


อย่างไรก็ตาม ศาลโลกกล่าวว่า “ไม่มีขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย” ในการตัดสินเกี่ยวกับสถานะของเงิน 1,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 59,710 ล้านบาท ) ซึ่งสหรัฐอายัดจากธนาคารกลางอิหร่าน เพื่อนำมาจ่ายเป็นค่าชดเชยให้กับครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก “การก่อการร้าย” โดยรัฐบาลเตหะราน


ทั้งนี้ สหรัฐโต้แย้งว่า มีการยุติความสัมพันธ์กับรัฐบาลเตหะราน หลังการปฏิวัตอิหร่าน เมื่อปี 2522 และและรัฐบาลวอชิงตันถอนตัวออกจากสนธิสัญญาดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2561 แต่ศาลโลกกล่าวว่า การดำเนินการทั้งหมดของสหรัฐ เกิดขึ้นระหว่างที่ยังเป็นภาคีของสนธิสัญญา


ด้าน นายริชาร์ด ไวเซ็ก ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลโลก “เป็นการเพิกเฉย” ต่อ “การก่อเหตุ” ของอิหร่าน ทว่าการที่ศาลโลกยืนยันว่า “ไม่มีอำนาจพิจารณา” เงินที่รัฐบาลวอชิงตันยึดจากธนาคารกลางอิหร่าน เพื่อใช้เป็นค่าเยียวยาให้แก่ครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบ “ถือเป็นชัยชนะของสหรัฐ”


ขณะที่ กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกแถลงการณ์ว่า คำพิพากษาของศาลโลก ที่มีต่อคำฟ้องของรัฐบาลเตหะราน ซึ่งยื่นเมื่อปี 2559 “ทวงคืนความชอบธรรมให้แก่อิหร่าน จากการล่วงละเมิดของสหรัฐ”


อนึ่ง ศาลโลกมีคำพิพากษา เมื่อปี 2561 ให้สหรัฐยุติมาตรการกีดขวางต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ “มีความจำเป็นด้านมนุษยธรรม” เช่นอาหารและยารักษาโรค ตลอดจนเวชภัณฑ์ เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรในส่วนดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในอิหร่าน.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES