กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงสัปดาหที่ผ่านมา สำหรับกรณี “แบนสุพรรณหงส์” หลังจากที่ สมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ ได้ออกกฎใหม่ว่า “ภาพยนตร์ที่จะได้รับการพิจารณาให้เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ จะต้องมีคุณสมบัติ ต้องฉายในโรงภาพยนตร์ ผ่านสตรีมมิ่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องฉายในโรงครบทั้ง 5 ภูมิภาค อย่างน้อยใน 5 จังหวัดใหญ่ คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี นครราชสีมา และนครศรีธรรมราช และต้องมียอดผู้ชมไม่ต่ำกว่า 50,000 คน” เรียกเสียงวิจารณ์อย่างร้อนแรง เนื่องจากกฎใหม่นี้จะทำให้หนังอิสระ หรือหนังจากค่ายเล็ก ที่ไม่ได้เข้าฉายทั่วประเทศ ถูกตัดสิทธิไปโดยปริยาย! ตอกย้ำถึงการลดคุณค่าและกีดกันหนังไทย ด้วยระบบทุนนิยมที่นำมากดทับผลงานศิลปะ

โดยประเด็นนี้ถูกจุดขึ้น เมื่อ ศราวุธ แก้วน้ำเย็น ผู้กำกับศิลป์ ภาพยนตร์เรื่อง “เวลา (Anatomy of Time)” ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความน่ายินดีต่อหนังนอกกระแสเรื่องดังกล่าว ที่สามารถคว้า 2 รางวัล จากเวที “คมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 19” ได้แก่ “รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” และ “รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยมแห่งปี” ที่ จักรวาล นิลธำรง หรือ “เก่ง จักรวาล” คว้าไปครอง แต่ทว่าหนังเรื่องนี้ถูกตัดสิทธิไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณา เข้าชิง “รางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 31” เนื่องจากปีนี้มีกติกาใหม่ โดยระบุ “เมื่อคืนเป็นอีกหนึ่งคืนที่มีความสุข ในขณะที่เราตั้งตารอว่า ภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่เราทำจะได้รางวัลในประเทศไทยบ้างไหม สรุปเกินคาด เมื่อภาพยนตร์เรื่อง “เวลา (Anatomy of Time)” ได้คว้ารางวัล ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม คมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 19 และผู้กำกับ พี่เก่ง จักรวาล ของเราได้คว้ารางวัล ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยมแห่งปี ก็ดีใจและภูมิใจมาก หลังจากได้รางวัลจากหลายประเทศทั่วโลก อีกใจก็คิดว่าในที่สุด ประเทศเราก็เห็นค่างานศิลปะงานภาพยนตร์นอกกระแส ภาพยนตร์ที่ทำอย่างตั้งใจอีกเรื่องหนึ่งในชีวิต ด้วยทุนที่ต่ำกว่ามาตรฐานมากๆ โดยเฉพาะงานด้านโปรดักชั่นดีไซน์ ที่ตัวผมเองนั้นไม่มีแม้แต่ค่าจ้างด้วยซ้ำ เพราะคิดว่านี่เป็นอีกเวที ที่เราจะได้ทำงานศิลปะโดยไม่มีข้อแม้ ของสตูดิโอมาปิดกั้นจินตนาการ
แต่เมื่อฝันหวานไปได้หนึ่งคืน ก็เจอฝันร้ายไปอีกวัน เมื่อ ภาพยนตร์ “เวลา (Anatomy of time)” ที่เพิ่งได้รางวัลอันทรงเกียรติ กลับต้องถูกตัดสิทธิเอาชื่อออก ไม่ผ่านเกณฑ์การเข้าชิงรางวัล ของกองประกวดกองหนึ่ง กองที่ใหญ่ที่สุด และยืนระยะในการมอบรางวัล (และยังเรียกว่าการประกวดแห่งชาติ) เพราะเพียงว่า ‘ ………..หงส์มีหลักเกณฑ์ ใหม่ที่เพิ่งตั้งในปีนี้ว่า ภาพยนตร์ที่จะเข้าคัดเลือกต้องมีการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ให้ครบ 5 ภูมิภาค ของประเทศไทย แต่ภาพยนตร์เรื่อง Anatomy of time ไม่ได้ไปฉายให้ครบทุกภาคของประเทศ ก็เลยไม่ผ่านเกณฑ์การตัดสิน’

นี่เหรอครับ เพียงแค่เราทำหนังโดยทุนต่ำ และไม่มีปัญญาหาเงินหรือไปขอโรงภาพยนตร์ยักษใหญ่ เข้าฉายให้ครบทุกภาคในประเทศบ้านเกิด แต่เราเข้าฉายไปทั่วโลกและคนในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเรา ก็ให้รางวัลมาหลายที่? ผิดด้วยเหรอที่เราฉายไม่ครบทุกภาค? แต่เราก็ฉายในสตรีมมิ่งอันดับต้นของโลก? ผิดด้วยหรอที่เราถูกโรงหนังขนาดใหญ่ของประเทศตัดรอบฉาย? แต่ท้ายที่สุดรางวัลหรือยอดขายมันอาจมีไว้ตีค่าทางสังคมได้ดีที่สุด แต่มันไม่สามารถเลยครับที่จะหยุดจินตนาการ มันไม่สามารถเลยครับที่จะหยุดค่าของภาพยนตร์ (ผมอาจไม่ใช่นักกีฬา จึงไม่สามารถ เรียกตัวเองว่านักกีฬาทีมชาติ แต่ผมตั้งใจและทำหนังไทยแบบต่อเนื่องในทุกค่ายทุกรูปแบบทั้งในกระแส หรือ นอกกระแส ผมมั่นใจและกล้าที่จะบอกกับคนทั้งโลกว่า ผมคือทีมชาติหนังไทยอีกคน อดก็ทำมีก็ลุย)…” ก่อนจะทิ้งท้ายว่า ไม่ได้ออกมาเรียกร้องอยากได้รางวัล เคยได้แล้ว แค่ไม่อยากให้เรากระทืบกันจนไม่มีที่ยืน สุดท้ายความสิ้นหวังก็ต้องยืดอกยอมรับการตัดสิน และภาพยนตร์อีก 11 เรื่อง ก็คงตกอยู่ในความรู้สึกเดียวกัน วันนี้คุณอาจตัดสินเพียงเรา แต่เชื่อสิว่ามันคือการตัดสินวงการทั้งวงการหนังนอกระแสไปแล้ว ขอบคุณทุกการตัดสินครับ เราไม่เคยบอกว่าหนังเราดีที่สุด บทดีเรื่องดี แต่เราแค่ขอพื้นที่นำเสนอภาพยนตร์อีกรูปแบบหนึ่ง แบบที่คนในชาติไม่สามารถหาดูทั่วไป เพื่อเราจะได้ไม่ต้องถูกยัดถูกบังคับให้เลือกให้ดูให้กินไปจนตาย

สำหรับ “รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์” หรือ “รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ” เป็นรางวัลเก่าแก่ที่มอบให้แก่บุคคลในวงการผลิตภาพยนตร์ไทย โดยสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ ซึ่งมีมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี ดังนั้น หลังจากที่โพสต์ประเด็นเหล่านี้ถูกเผยแพร่ออกมา จึงสั่นสะเทือนวงการหนังทันที ส่งแฮชแท็ก #แบนสุพรรณหงส์ ติดเทรนด์ทวิตเตอร์แบบเดือดๆ ท่ามกลางคอมเมนต์ต่อต้านจากประขาชน ขณะที่คนในแวดวงหนัง ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ก็ได้ออกมาแสดงจุดยืน “ไม่เห็นด้วย” กับกฎดังกล่าว พร้อม “ขอถอนตัว” จากการมีส่วนร่วมในงานนี้

ทั้ง หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล หรือ คุณชายอดัม ผู้กำกับภาพยนตร์ ที่ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวบอกว่า ปีนี้จะไม่ไปร่วมงานประกาศรางวัลสุพรรณหงส์ และในอนาคตอาจไม่ส่งหนังเข้าชิงรางวัลในประเทศด้วย โดยระบุ “ปีนี้ขอไม่ไปสุพรรณหงส์นะครับ ปกติมีอะไรเราก็ช่วยกับสมาคมสมาพันธ์มาตลอด ที่บ้านผมก็ช่วยกับสมาคมสมาพันธ์มาตลอด แต่ตอนนี้ทางบ้านผม ก็ขออนุญาตงดเว้นการทำงานหรือช่วยเหลือใดๆ กับทางสมาคมสมาพันธ์ไปก่อนจนกว่าจะหาวิธี ที่จะทำให้มิติของการสร้างอุตสาหกรรมหนังไทยสร้างสรรค์มากกว่านี้ หาก Treatment แบบนี้ยังมีในวงการ การมีเทศกาลหนังหรืองานประกวดหนังก็ไม่ได้มีคุณค่าอะไรเป็นพิเศษสำหรับผม เพราะมันไม่ได้ช่วยให้โลกภาพยนตร์มันดูมีคุณค่ามากไปกว่านิตยสารซุบซิบดารา ดังนั้น เรื่องน่าเศร้าก็ยังมีอยู่มากมายที่จะต้องสู้กันต่อไป แต่ไม่รู้ทำไมสู้แล้วมันก็ถอยหลังไปเรื่อยๆ…”
ด้าน คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับภาพยนตร์ “Faces of Anne” ได้ทวีตข้อความว่า “ขอใช้สิทธิส่วนตัวในการไม่ร่วมสังฆกรรมกับรางวัลสุพรรณหงส์ในกติกาสกปรกที่พยายามลักลอบทำมาหลายปีแล้ว ลำพังหนังไทยทุกวันนี้ก็โดนด้อยค่ามากพอแล้ว แต่การด้อยค่ากันเองนี่ทุเรศเกินทน #แบนสุพรรณหงส์”

ส่วน บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ หนึ่งในนักเขียนบท “One for the Road” ก็โพสต์ผ่านไอจี ว่า “ผมในฐานะผู้กำกับ/ทีมเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง One for the Road ขอถอนชื่อของตัวเองจากการได้รับการเสนอชื่อเพื่อคัดเลือกเข้าชิงรางวัลผู้กำกับ และผู้เขียนบทของรางวัลสุพรรณหงส์ในปีนี้ จนกว่าทางสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติจะมีมติในการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาในการคัดเลือกหนัง และมองเห็นคุณค่าของภาพยนตร์ไทยทุกเรื่องและทีมงานทุกคน ศิลปะที่ดีไม่ได้เกี่ยวกับขนาดเล็กหรือใหญ่ แต่ต้องพิสูจน์ด้วยพื้นที่ในใจคนดูครับ”
ขณะที่ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ หนึ่งในนักเขียนบท “One for the Road” เช่นกัน และยังเป็นผู้กำกับสารคดี “เอหิปสสิโก” ก็แสดงจุดยืนว่า “ขออนุญาตถอนตัวจากการถูกเสนอชื่อเพื่อคัดเลือกเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ปีนี้ จนกว่าทางสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติจะมีมติในการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาในการคัดเลือกหนังและเห็นคุณค่าของภาพยนตร์ และทีมงานไทยทุกคน”

ส่วน เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ กำกับและผู้เขียนบท “Fast & Feel Love” ก็ออกมาประกาศถอนตัวจากการได้รับเลือกเข้าพิจารณาจากรางวัลนี้เช่นกัน ระบุว่า “ในตำแหน่งผู้กำกับและผู้เขียนบท fast & feel love ผมขอถอนตัวจากการได้รับสิทธิในการถูกคัดเลือกเพื่อได้รับการพิจารณาในรางวัลสุพรรณหงส์ในปีนี้ เพราะโดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับกติกาและเงื่อนไขครับ ขอบคุณครับ”
ด้าน โจ-หรินทร์ แพทรงไทย นักตัดต่อจากหนัง “Take Me Home : สุขสันต์วันกลับบ้าน” และ “Where We Belong” ได้บอกว่า “ขอเรียกร้องให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทีมงานภาพยนตร์ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง งดการมีส่วนร่วมกับงานสุพรรณหงส์ที่จัดโดยสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ เพื่อเป็นการแสดงออกว่า พวกเราไม่ยอมรับเกณฑ์การคัดเลือกหนังที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับหนังค่ายใหญ่ #ไม่ให้ค่างานที่ไม่เห็นคุณค่าคนทำงาน”

เช่นเดียวกับ ปิ๊ง-อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม ผู้กำกับภาพยนตร์ “บุพเพสันนิวาส ๒” ที่โพสต์ไอจีระบุ “หลังจากรับทราบกฎเกณฑ์และเงื่อนไขของรางวัลสุพรรณหงส์ปีนี้แล้ว กระผมในฐานะผู้กำกับและเขียนบทร่วม ของภาพยนตร์เรื่องบุพเพสันนิวาส ๒ ขออนุญาตถอนตัวจากการถูกเสนอชื่อเพื่อคัดเลือกเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ปีนี้ จนกว่าทางสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติจะมีมติในการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาในการคัดเลือกหนังและเห็นคุณค่าของภาพยนตร์และทีมงานหนังไทยทุกคน ป.ล. เป็นการตัดสินใจส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางบริษัทและผู้ร่วมสร้างภาพยนตร์บุพเพสันนิวาส ๒”

รวมถึง จ๋าย ไททศมิตร หรือ อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี และ นัท-ณัฏฐ์ กิจจริต 2 นักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง “4 kings” ที่คว้า รางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 30 สาขา “ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม” และ “นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม” ก็ได้แสดงจุดยืน “ข้าพเจ้า นายอิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี และนายณัฏฐ์ กิจจริต ในฐานะที่ข้าพเจ้าทั้ง 2 ได้รับเกียรติในรางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 30 สาขา “ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม” และ “นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม” จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ข้าพเจ้าทั้ง 2 ขอประกาศจุดยืน ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายพิจารณาเกณฑ์การคัดเลือกภาพยนตร์เข้าชิงใหม่อีกครั้ง หากทางสมาพันธ์ยังยืนยันที่จะใช้เกณฑ์การตัดสินเดิม ละเลยคุณค่าของภาพยนตร์ไทยละเลยคุณค่าของคนทำงานเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ข้าพเจ้าทั้ง 2 ยินดีให้ริบคืนทั้งหมด ด้วยความเต็มใจ”

นอกจากนี้ “ฮอลลีวู้ด (ไทยแลนด์) จำกัด” เจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่อง “บึงกาฬ (The Lake)” ก็ประกาศถอนตัวจากการเสนอชื่อเพื่อเข้าชิง รางวัลสุพรรณหงส์ โดยออกประกาศจุดยืนเพื่อคนทำภาพยนตร์ไทยว่า “เนื่องด้วยบริษัท ฮอลลีวู้ด (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่อง ‘บึงกาฬ (The Lake)’ ขอถอนตัวออกจากการเสนอชื่อเพื่อเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ในปีนี้ รวมถึงจะไม่ขอเข้าร่วมในภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่จะมีขึ้น ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง ‘นะหน้าทอง’ ภาพยนตร์ร่วมผลิตกับ บริษัท อาริยา ฟิล์ม จำกัด-ภาพยนตร์เรื่อง ‘5th Round’ และ ภาพยนตร์เรื่อง ‘อินทรีแดง’ ภาพยนตร์ร่วมผลิตกับ Brand Think Cinema และเรื่องอื่นๆ ในอนาคต จนกว่าทางสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ในการคัดเลือกภาพยนตร์ที่มีสิทธิ์เข้าชิงรางวัล ทางบริษัท ฮอลลีวู้ด (ไทยแลนด์) จำกัด มีความเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าจะภาพยนตร์เล็ก หรือ ใหญ่ ฉายในโรงภาพยนตร์ หรือ ฉายแค่ใน Streaming ทางผู้ผลิตมีความตั้งใจผลิตภาพยนตร์ที่มีคุณภาพด้วยกันทั้งสิ้น และภาพยนตร์ไทยทุกเรื่องควรมีสิทธิเท่าเทียมกัน ดังเช่นที่ทางบริษัทได้เคยเสนอเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2563 ในกรณีที่ภาพยนตร์เรื่อง ‘สาว ลับ ใช้ (The Maid)’ ที่ไม่มีสิทธิเข้าชิงรางวัลเพียงเพราะฉายแค่ใน Streaming เท่านั้น”

รวมทั้งยังมี อาทิ ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ที่ได้โพสต์ไม่สนับสนุนกติกาที่ผิดเพี้ยน เช่นเดียวกับสองผู้กำกับดัง อย่าง โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล ที่ประกาศไม่เห็นด้วยกับกฎที่เป็นการกีดกันหนังอิสระ และขอร่วมแบนสุพรรณหงส์ ส่วน ศิวโรจณ์ คงสกุล ก็ขอคัดค้านกฎใหม่ผู้เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ที่ไม่เอื้อต่อหนังไทยจากสตูดิโอขนาดเล็ก และอีกมากมาย ขณะที่ อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ แสดงจุดยืนด้วยการประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยระบุเหตุผลว่า “ไม่เห็นด้วยกับหลักเกณฑ์การคัดเลือกภาพยนตร์ไทยที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสุพรรณ์หงส์ ปี 2566” พร้อมยืนยันไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ กับการออกกฎเกณฑ์ครั้งนี้!

นอกจากนี้ในรายการ “โหนกระแส” ยังได้เชิญ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ นายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย, กอล์ฟ-ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ และ คุณชายอดัม-หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ผู้กำกับภาพยนตร์ รวมทั้ง หว่อง-พรชัย ว่องศรีอุดมพร เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ มาพูดคุยกันถึงประเด็นนี้อย่างร้อนแรง โดยมีบางช่วงที่ หว่อง-พรชัย ได้บอกเหตุผลถึงที่มาของกฎนี้ว่า “…เพื่อแก้ไขปัญหาในแง่ภาพยนตร์ที่เป็นที่รู้จักน้อย พอภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รางวัลแล้ว มันมีคำถามกลับมาว่าหนังอะไร ทำไมไม่เคยรู้จัก เป็นคำถามจากคนดู กรรมการส่วนใหญ่ที่เราคัดมารู้จักกันอยู่แล้ว ก็มีจากสปอนเซอร์บ้างที่ถามว่าหนังอะไร เลยเป็นคำถามว่าถ้าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเรื่อยๆ รางวัลเราจะน้อยลงมั้ย เพราะสุพรรณหงส์เราวางไว้เป็นรางวัลมหาชน เพราะมีแห่งชาติ ไม่ใช่แค่คนในวงการมอบกันเองแล้วสนุกกันเอง รู้จักกันเองอยู่ในนี้ เราต้องการให้เป็นที่ยอมรับ เป็นที่ประจักษ์ของคนทั้งประเทศ เพราะวงการจะอยู่ได้ ก็คือได้รับการสนับสนุนจากคนดูซะเป็นส่วนใหญ่ หรือมหาชนเขาสนับสนุนเรา อุตสาหกรรมเราก็อยู่ได้ คนดูหนังเราเยอะขึ้น ไม่ว่าหนังประเภทไหนก็แล้วแต่ อย่างประเทศไทยเองวันนี้ก็เป็นปัญหาอย่างหนังประเภทนี้ฉายเข้าโรงหลักไม่ได้ มันก็เป็นการตั้งคำถาม สมาพันธ์ฯ เราก็พยายามเข้ามามีส่วนช่วยยังไงบ้าง ต่างประเทศเองเขามีชัดเจนว่าหนังที่เป็นอาร์ตเฮ้าส์ ก็จะเข้าอาร์ตเฮาส์ แต่ก่อนมีโรงหนังที่ฉายหนังอาร์ตเป็นหลัก มีลิโด้ที่จะฉายหนังอาร์ตเป็นหลักเหมือนกัน หนังกระแสหลักก็ฉายด้วย แต่ภูมิภาคเองด้วยความเจริญและเทคโนโลยีที่สูงขึ้น การฉายที่ง่ายขึ้น มันก็เริ่มมีคาเฟ่ที่เป็นโรงหนังเล็กๆ ไปฉายตามต่างจังหวัด ผมมองว่าเป็นวิวัฒนาการเผยแพร่ภาพยนตร์ ซึ่งหลักเกณฑ์พวกนี้ก็จะมีการพูดคุยกัน เช่นถ้าเราไปฉายคาเฟ่แบบนี้ ก็จะมีคนที่มีรสนิยมแบบนี้เข้ามาดูและเข้าหลักเกณฑ์ในการเผยแพร่แต่ก็เป็นขั้นตอนที่เราต้องพูดคุยกันต่อไป”

โดย หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย พิธีกร ก็ได้ถามต่อว่า หลายคนมองว่าตัวสมาพันธ์ฯ ในฐานะเป็นเจ้าของสุพรรณหงส์ เขามองว่าสุพรรณหงส์อาจเป็นกำลังทำให้หนังเล็กๆ เป็นที่รู้จักมากขึ้น ถ้าสามารถดึงเข้าไปอยู่ในเวทีที่ใหญ่ได้ แต่เวทีใหญ่กลับมองว่านี่เป็นหนังเฮาส์ ไม่มีการไปฉาย ต้องไปถามสปอนเซอร์ พรชัย จึงกล่าวตอบว่า จริงๆ ไม่ใช่อย่างนั้นอย่างเดียวทั้งหมด พอหนังที่เข้าชิงไม่ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องแก้ปัญหาว่าจะทำยังไงให้คนรู้จัก เราไม่ได้ปิดกั้น ต้องแยกประเด็นก่อน ถ้าหนังประเภทนี้เป็นที่ยอมรับด้วยวิธีการ จะมีขั้นตอนการตัดสินอีก…

ซึ่งบางช่วงในรายการ ยังได้มีการโฟนอิน ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ “ท่านมุ้ย” ที่ได้เผยมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างดุเดือดเช่นกันว่า “บูชิต คุณใช้กฎเกณฑ์นั้นไม่ได้ หนังก็คือหนัง การสร้างหนังคุณต้องเป็นอิสระในการสร้าง จะบอกว่าทองพูนฯ หรือนเรศวร สุริโยไท แตกต่างกันตรงไหน มันคือภาพยนตร์ไทยเหมือนกัน” เมื่อถามว่าเรื่องนี้น่าจะลงเอยยังไง ท่านมุ้ย กล่าวตอบว่า ล้มสมาพันธ์ สร้างขึ้นมาใหม่ ล้มมันเลย ไล่มันออกไป นี่พูดในฐานะศิลปินแห่งชาตินะครับ!
ต่อมา ศราวุธ แก้วน้ำเย็น ยังได้เผยอีกว่า ไม่ได้อยากเรียกร้องอะไร เพราะคิดว่าพี่ๆ ในวงการเรียกร้องหรือดำเนินการกันอยู่ตลอดเลยแต่ตัวเขามีความฝัน

“…ถ้าถามถึงฝัน ผมก็มีฝัน ที่ไม่รู้มันจะเป็นจริงได้ไหม แต่ก็ขอฝันนะครับ เพื่อคนทำหนัง คนดูหนัง และคนฉายหนังไทยครับ คือ 1.ภาพยนตร์ที่ผลิตด้วยคนไทยทุนไทยจะต้องมีที่ฉายในปริมาณที่เหมาะสมทั้งจำนวนโรงหนัง จำนวนวัน และรอบฉาย (เพื่อค่ายหนังทุกระดับ) 2.ภาพยนตร์ที่ผลิตด้วยคนไทยทุนไทย โรงภาพยนตร์จะต้อง จำหน่ายตั๋วเข้าชมในราคาที่ถูกกว่า ราคาตั๋วเข้าชมภาพยนตร์ต่างประเทศ (ไม่อยากให้เกิน 120 บาท) 3.ภาพยนตร์ที่ผลิตด้วยคนไทยทุนไทย ทุกเรื่องที่เลือกเข้าฉายในระบบโรงภาพยนตร์ เมื่อฉายจบสิ้นแล้วต้องห้ามนำภาพยนตร์เรื่องนั้นๆไปฉายใน สตรีมมิ่ง ทุกช่องทาง เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี (ยกเว้นการส่งประกวดในเทศกาลหนังต่างประเทศ) เพื่อสร้างแรงการเข้าชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์กับมาให้ได้ (การดูหนังโรงช่วยเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ผู้ชมจะได้มีเป้าหมายในการเข้าชมเพราะทุกคนรอการรับชมที่บ้าน ตั๋วแพงใครจะออกเดี่ยวก็ได้ดูในช่อง N ละ) 4.นักทำภาพยนตร์ไทย ซีรีส์ไทย ละครไทย โฆษณาหรือทุกช่องทางสื่อภาพเคลื่อนไหว จะต้องมีช่วงเวลาทำงานที่เป็นทำไม่เกิน 12 ชม. และอยากให้รัฐบาล เข้ามาดูแล และคิดว่าเราคือหนึ่งอาชีพที่ไม่ได้ต่างจากอาชีพอื่น ที่ต้องมีสวัสดีการ เราเสียภาษีบุคคลต่อปีจำนวนมาก เราสร้างรายได้นำเข้าในระบบปีเป็นพันล้าน พวกเราก็เป็นอีกอาชีพที่สามารถสร้างชาติได้นะครับ สุดท้ายภาพยนตร์จากคนไทยทุนไทยไม่ว่าจะค่ายไหน ทุนในการลงทุนเท่าไร ยอดจำหน่ายตั๋วมากน้อยแค่ไหน หากได้ทำการเข้าฉายในระบบโรงภาพยนตร์ ต้องสามารถส่งรายชื่อเข้ารับการตัดสิน ในการประกวดทุกรายการ เพื่อเป็นหนึ่งเป้าหมาย เป็นหนึ่งในความหวัง ที่ให้วงการภาพยนตร์ไทยก้าวต่อไป โปรดเห็นแก่อนาคตของ คนเรียนหนัง คนทำหนัง คนดูหนังไทยแก่ พันธุ์ทางอาร์ตเวิร์ก” ศราวุธ เปิดใจ

เรียกว่าประเด็นนี้กลายเป็นการสร้างปรากฏการณ์เรียกพี่น้องครอบครัวคนที่รัก “หนัง” ในทุกมิติ ออกมารวมพลัง Assemble! เพื่อยืนหยัดเคียงข้าง เพราะไม่ว่าจะเป็นหนังเล็กหรือใหญ่ ในหรือนอกกระแส ก็ควรได้รับสิทธิในการพิจารณาชิงรางวัล โดยมอง “คุณค่า” ของหนังและคนทำหนัง อย่างเท่าเทียม
หลังจากการวมพลังต่อต้าน ทั้งจากคนสร้างและคนดูหนัง ในการ “ไม่เอา” กติกาใหม่ ก็ทำให้ในที่สุด หลังการประชุมที่ยาวนาน ทาง “สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ” ได้ออกแถลงการณ์ยอมถอนหลักเกณฑ์ดังกล่าว ระบุ “ตามที่ได้มีกระแสต่อกรณีเกณฑ์การพิจารณาภาพยนตร์ไทย เพื่อเข้าประกวดรางวัลสุพรรณหงส์ คณะอนุกรรมการอำนวยการจัดงานรางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 31 ได้มีการประชุมหารือและมีมติเรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณาภาพยนตร์ไทยที่สามารถส่งประกวดเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ให้เป็นไปเพื่อเปิดโอกาสให้กับภาพยนตร์ไทยที่หลากหลายและครอบคลุม ดังนี้ ‘ภาพยนตร์ไทยที่มีความยาวไม่น้อยกว่า 60 นาที เข้าฉายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 โดยเป็นการฉายในโรงภาพยนตร์ หรือสถานที่อื่นใดที่มีการจัดฉายภาพยนตร์ใน เชิงพาณิชย์ในประเทศไทย และมีระยะเวลาการฉายไม่น้อยกว่า 7 วัน’ สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ขออภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนภาพยนตร์ไทยมาโดยตลอด สมาพันธ์ฯ ยินดีรับฟังความคิดเห็นเพื่อร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป”

จากเหตุการณ์นี้ จึงอยากขอยกคำพูดของ บาส-นัฐวุฒิ มาตอกย้ำอีกครั้งว่า “…ศิลปะที่ดีไม่ได้เกี่ยวกับขนาดเล็กหรือใหญ่ แต่ต้องพิสูจน์ด้วยพื้นที่ในใจคนดู…”
ดังนั้น หากผู้อำนาจในการจัดตั้งกติกาหรือตัดสินวงการหนัง “รักและอยากเห็น” วงการภาพยนตร์ไทยก้าวเดินไปข้างหน้า และสู้กับนานาประเทศได้อย่างแท้จริง ก็ควรยิ่งต้องให้พื้นที่และเวทีกับหนังเล็ก ๆ ที่มีคุณภาพ ฉายแสงให้หนังเหล่านี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ดีกว่ามากีดกันเพียงเพราะหนังเขาทุนน้อย หรือมีคนดูเฉพาะกลุ่ม เพราะมันจะทำให้คนทำหนังนอกกระแสขาดกำลังใจ สุดท้ายวงการหนังไทยก็วนลูปอยู่กับสิ่งเก่าๆ นายทุนเดิมๆ ขาดความหลากหลายทั้งในแง่ประเด็นเนื้อเรื่อง มุมมอง ศิลปะ ชั้นเชิง และการเล่าเรื่อง จนในที่สุดก็จะฉุดดึงวงการการหนังไทยให้ “ล้าหลัง” ทั้งที่เรามี “บุคลากรทรงคุณภาพ” ที่สามารถนำหนังเล็กๆ ไปคว้ารางวัลในระดับนานาประเทศมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

ท้ายสุดต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ออกมารวมพลังแสดงจุดยืนปกป้องวงการหนังไทยเอาไว้ เพราะหากปล่อยให้กฎเกณฑ์ใหม่นี้เกิดขึ้น ไม่เพียงลดทอนคุณค่าของ “หนังนอกกระแส” แต่ยังเป็นการลดทอนคุณค่า “อุตสาหกรรมหนังไทย” ที่สำคัญมันเป็นการลดทอนคุณค่า “สมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ” และด้อยความศักดิ์สิทธิ์ของรางวัล “สุพรรณหงส์” เอง!
ชาวบ้าน 1/4



