สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ว่า กระทรวงการต่างประเทศอินเดียออกแถลงการณ์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า การที่จีนเปลี่ยนชื่อสถานที่ 11 แห่ง รวมถึงภูเขา 5 ลูก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณพรมแดนของเทือกเขาหิมาลัย ระหว่างรัฐอรุณาจัลประเทศ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย กับเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน เป็นเรื่องที่รัฐบาลปักกิ่งดำเนินการตามอำเภอใจ และรัฐบาลนิวเดลีไม่มีทางยอมรับอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งย้ำว่า รัฐอรุณาจัลประเทศเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอินเดีย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว มีชนวนเหตุจากการที่กระทรวงกิจการพลเรือนของจีนออกแถลงการณ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อมทั้งแสดงแผนที่ระบุ “ชื่อใหม่” ของสถานที่ 11 แห่ง ว่า อยู่ภายในอาณาเขตของ “จางหนาน” หรือภูมิภาคทิเบตใต้ โดยกำหนดเขตแดนส่วนนี้เพียงว่า จีนมีพรมแดนติดกับอินเดียเฉพาะทางเหนือของแม่น้ำพรหมบุตรเท่านั้น หมายความว่า แผนที่ดังกล่าวรวมรัฐอรุณาจัลประเทศเข้าไปด้วย ว่าเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคทิเบตใต้
"Invented names will not alter reality": India rejects China's attempt to rename places in Arunachal Pradesh
— ANI Digital (@ani_digital) April 4, 2023
Read @ANI Story | https://t.co/AVmckxTVfN#India #China #ArunachalPradesh pic.twitter.com/5tOfTgYTht
ขณะที่นางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวถึงเรื่องนี้เพียงว่า “ภูมิภาคทิเบตใต้เป็นส่วนหนึ่งของจีน” และการจัดทำแผนที่ทางภูมิศาสตร์ฉบับใหม่ “ครอบคลุมดินแดนทั้งหมดซึ่งอยู่ภายใต้อธิปไตยของรัฐบาลปักกิ่ง”
#WATCH via ANI Multimedia | India stares down at dragon: rebukes China’s attempt to rename places in Arunachal Pradeshhttps://t.co/fcfHRwxcPd
— ANI (@ANI) April 4, 2023
อนึ่ง ย้อนกลับไปเมื่อปี 2563 ทหารอินเดียกับทหารจีน ปะทะกันบริเวณหมู่บ้านกัลวาน ทางตะวันออกของเขตลาดักห์ บนเทือกเขาหิมาลัย หรือเขตอักไสชิน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ส่งผลให้ทหารทั้งสองประเทศ เสียชีวิตรวมกันมากกว่า 20 นาย
ทั้งนี้ อินเดียกล่าวว่า การที่จีนยึดครองพื้นที่ 38,000 ตารางกิโลเมตรในเขตอักไสชิน ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของเขตลาดักห์ ซึ่งเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอินเดีย แต่การที่รัฐบาลนิวเดลีประกาศยกเลิกสถานะพิเศษของภูมิภาคแคชเมียร์ เมื่อเดือน ส.ค. 2562 และนำไปสู่การจัดตั้งเขตลาดักห์ เป็น “เขตปกครองพิเศษ” เรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากรัฐบาลปักกิ่ง.
เครดิตภาพ : REUTERS



