การ์ทเนอร์ อิงค์ เผยยอดขายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซีทั่วโลกช่วงไตรมาสแรกปี 66 มียอดรวม 55.2 ล้านเครื่อง ลดลง 30% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 65 เป็นผลมาจากอุปทานส่วนเกินในตลาดและความต้องการลดลงอย่างต่อเนื่อง เหตุจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการขาดแรงจูงใจซื้อ ทำให้ยอดขายพีซีลดลงเมื่อเปรียบเทียบแบบปีต่อปีเป็นประวัติการณ์ถึงสองไตรมาสติดต่อกัน
มิคาโกะ คิตากาวะ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า แรงกดดันด้านราคาของพีซีทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงระหว่างไตรมาส จากการที่ผู้ขายเสนอส่วนลดจำนวนมากเพื่อเร่งระบายสินค้าในคลัง และเพื่อกระตุ้นให้เกิดความต้องการซื้อ ผู้ขายพีซีลดราคาขายเฉลี่ย (ASPs) ลงชั่วคราวกับสินค้าที่อยู่ในตลาด ทว่าราคาขายเฉลี่ยของสินค้าลอตใหม่ที่จัดส่งเข้าสู่ช่องทางจัดจำหน่ายนั้น ยังเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนซัพพลายเชนที่เพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ
“โดยปกติแล้ว ผู้ขายพีซีจะใช้กลยุทธ์เพื่อรักษาผลกำไรมากกว่าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดด้วยการลดราคา ซึ่งในปีนี้ ราคาขายเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ระดับปานกลาง เนื่องจากผู้ขายผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกับพีซีลอตใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดไปให้ผู้ใช้ปลายทาง”

สำหรับผู้ขายอันดับต้น ๆ ในตลาดพีซีทั่วโลกยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยในไตรมาสแรกของปี 66 เลอโนโวยังครองตำแหน่งผู้นำเบอร์ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 23.3% ซึ่งเลอโนโวทำสถิติยอดขายรายปีลดลงสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ขององค์กรในช่วงสองไตรมาส โดยสหรัฐอเมริกา เป็นตลาดที่มีความท้าทายอย่างยิ่งต่อเลอโนโว แต่ในตลาดญี่ปุ่นบริษัทยังเติบโตเล็กน้อยจากแรงหนุนของการซื้อพีซีในช่วงปลายปี
ถือเป็นเจ็ดไตรมาสติดต่อกันที่ยอดขายพีซีลดลงในระดับเลขสองหลัก โดยเอชพีมียอดขายในตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (หรือ EMEA) ลดลงถึง 37% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ลดลงน้อยกว่าในตลาดสหรัฐ
ส่วนเดลล์มียอดขายลดลงแบบปีต่อปีเป็นประวัติการณ์ โดยลดลงเป็นไตรมาสที่สี่ติดต่อกัน และในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบหนักสุด ที่มียอดขายลดลงมากกว่า 40% ซึ่งสาเหตุหลักมาจากตลาดพีซีในภาคธุรกิจที่อ่อนแอ
“ในไตรมาสนี้ความต้องการพีซีสำหรับธุรกิจโดยรวมชะลอตัวลง โดยเฉพาะในตลาดธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMB) นั้นถือว่าอ่อนแอเป็นพิเศษ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยไอทียังมีความสำคัญต่อการใช้จ่ายในองค์กร SMB เนื่องจากเข้าใจถึงความสำคัญของการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อสร้างการเติบโต แต่พีซีมักเป็นตลาดแรกที่ต้องเผชิญกับการตัดงบประมาณเนื่องจากองค์กรสามารถยืดอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์ได้ โดยสวนทางกับการใช้จ่ายในส่วนเทคโนโลยีอื่น ๆ อาทิ ซอฟต์แวร์และบริการด้านไอทีที่คาดว่าจะเติบโตในปี 66” คิตากาวะ วิเคราะห์เพิ่มเติม
สำหรับภาพรวมในภูมิภาค ไตรมาสแรกของปี 2566 ตลาดพีซีสหรัฐฯ ลดลง 25.8% แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสนี้จะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงแรก โดยเฉพาะด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อยอดขายพีซี เนื่องจากผู้บริโภคเลือกที่จะใช้จ่ายเงินในด้านอื่น ๆ แทน โดยเดลล์เป็นผู้นำในตลาดพีซีของสหรัฐฯ โดยมีส่วนแบ่งตลาด 26.4% ขณะที่เอชพีตามมาเป็นอันดับสองด้วยส่วนแบ่ง 25.7%

ส่วนตลาดพีซีในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (หรือ EMEA) ลดลงอย่างมากถึง 35.9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยมียอดขายทั้งภูมิภาคลดลงมากกว่ายอดขายทั้งหมดในตลาดสหรัฐ
“ผลกระทบอย่างต่อเนื่องของความไม่สงบทางการเมือง แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รอฟื้นตัว ส่งผลให้ตลาดพีซีในภูมิภาค EMEA ลดลงอย่างมากอีกครั้ง ไม่มีผู้ขายหกอันดับแรกรายใดที่รอดพ้นจากการที่ยอดขายลดลง โดยทุกรายมียอดขายหายไปมากกว่าหนึ่งในสาม เมื่อเทียบรายปี” คิตากาวะ กล่าวเพิ่มเติม
สำหรับตลาดพีซีในเอเชียแปซิฟิก ก็ลดลงอย่างมากเช่นกัน โดยจีนได้รับผลกระทบมากที่สุดเนื่องจากมีสินค้าคงคลังสูงและมีความต้องการซื้อน้อยและในตลาดอื่น ๆ นอกประเทศจีน ตลาดพีซียังอ่อนแอจากปัญหาอัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และการอ่อนค่าของสกุลเงินท้องถิ่น อย่างไรก็ตามประเทศต่าง ๆ รวมถึงอินเดียและเวียดนามมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย จากการย้ายฐานการผลิตและการดำเนินธุรกิจออกไปนอกจีน โดยองค์กรต่าง ๆ พยายามเพิ่มความหลากหลาย เพื่อลดการพึ่งพาจีนมากเกินไปในฐานะแหล่งผลิตเดียว สำหรับตลาดญี่ปุ่นลดลงในระดับปานกลางที่ 9.8% เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น



