สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ว่า ผู้จัดการโรงพยาบาลกลัวว่า การทำแท้งจะทำให้พวกเขาตกอยู่ในอันตรายทางกฎหมาย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำถึงความสับสนที่เกิดจากข้อจำกัดของรัฐ นับตั้งแต่ศาลฎีกาสหรัฐยกเลิกการคุ้มครองการเข้าถึงการทำแท้งของรัฐบาลกลาง เมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว
“เคราะห์ดีที่ผู้ป่วยรายนี้รอดชีวิตมาได้ แต่เธอไม่ควรประสบกับความเจ็บปวดอันน่าสะพรึงกลัวตั้งแต่ตอนแรก” นายฮาเวียร์ เบเซร์รา รมว.สาธารณสุขและบริการมนุษย์สหรัฐ กล่าวในแถลงการณ์ที่ประกาศการสืบสวนโรงพยาบาลทั้งสองแห่ง
“เราต้องการให้เธอ และผู้ป่วยทุกคนที่เจอชะตากรรมแบบเดียวกัน รู้ว่าพวกเราจะทำทุกอย่างที่ทำได้ เพื่อปกป้องชีวิตและสุขภาพของพวกเขา ตลอดจนตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายตามขอบเขตอำนาจทางกฎหมายของเราอย่างเต็มที่ ตามคำสั่งจากศาล” เบเซร์รา กล่าวเพิ่มเติม
นางไมลิสซา ฟาร์เมอร์ จากเมืองจอปลิน ในรัฐมิสซูรี ถูกโรงพยาบาลประจำเมือง และโรงพยาบาลอีกแห่งในเมืองแคนซัสซิตี ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 240 กิโลเมตร ปฏิเสธการทำแท้ง หลังเธอมีอาการน้ำเดินเมื่อตั้งครรภ์ได้ 17 สัปดาห์ ในเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว โดยแพทย์ของโรงพยาบาลทั้งสองแห่ง กล่าวว่า การตั้งครรภ์ของฟาร์เมอร์ ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ และเธอมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่พวกเขาไม่สามารถทำแท้งให้เธอได้ เนื่องจากทารกในครรภ์ยังมีชีวิตอยู่
“ไมลิสซาได้รับความเจ็บปวด, ความหวาดกลัว และความอับอายอย่างมาก เพราะโรงพยาบาลเหล่านี้ดำเนินการตามดุลพินิจของแพทย์มากเกินไป” ศูนย์กฎหมายสตรีแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนทางกฎหมาย ระบุในโพสต์ “ด้วยความโศกเศร้าและความกลัว ไมลิสซาจึงจำใจต้องขับรถยนต์นานหลายชั่วโมง และข้ามผ่าน 3 รัฐ ก่อนที่เธอจะเข้ารับการรักษาในรัฐอิลลินอยส์ ในอีก 3 วันต่อมา”
ทั้งนี้ เบเซร์รา กล่าวว่า เขาเขียนจดหมายถึงโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อย้ำเตือนถึง “หน้าที่ทางวิชาชีพและกฎหมาย” ในการเสนอการทำแท้งในกรณีฉุกเฉินทางการแพทย์ โดยไม่คำนึงถึงกฎหมายของรัฐ ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการรักษาทางการแพทย์ฉุกเฉินและการคลอดบุตร หรือ เอ็มทาลา (Emergency Medical Treatment and Labor Act : EMTALA).
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



