ปัญหาอาชญากรรมทางเพศในไทยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังที่เห็นเป็น ”ข่าวใหญ่” จากสื่อมวลชนรายงานเกือบทุกวัน ซึ่งผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้รับผลกระทบทั้งด้านร่างกาย จิตใจ รวมถึงไปชีวิต จากการกระทำของคนร้ายเหล่านี้!!
ซึ่งจากสถิติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2560-2564 พบว่า ประเทศไทยมีสถิติการเกิดคดีข่มขืน กระทำชำเรามากถึง 8,997 คดี!!
สอดคล้องกับสถิติจากมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ที่พบว่าใน 4 เดือนแรกของปี 65 ที่ผ่านมา มีผู้ตกเป็นเหยื่อถูกข่มขืนกระทำชำเรา ถึง 289 ราย หรือคิดเป็น 2.5 รายต่อวัน!! ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ ช่วงระยะเวลาเดียวกันของปี 64
แน่นอนว่า การจับคนร้ายมาดำเนินคดีตามที่ได้รับแจ้งความ จำเป็นต้องมีหลักฐานทางนิติเวชช่วยพิสูจน์ข้อเท็จจริง และใช้มัดตัวคนร้าย เพื่อนำเสนอให้เห็นศาลเห็นว่าเป็นผู้กระทำความผิดจริง เพื่อให้ศาลตัดสินลงโทษตามตัวบทกฎหมาย!!

อย่างไรก็ตาม การเก็บพยานหลักฐานทาง “นิติวิทยาศาสตร์” และ การตรวจพิสูจน์ทาง “นิติเวช” ที่ต้องอาศัย ทั้ง “นักวิทยาศาสตร์” และ “นิติพยาธิแพทย์” ถือเป็นสาขาที่ขาดแคลนอย่างมากในปัจจุบัน การนำเทคโนโลยีมาช่วยให้การตรวจพิสูจน์ทำได้เร็วและมีประสิทธิภาพความแม่นยำจะมีส่วนช่วยให้การนำตัวคนร้ายเที่กระทำผิดข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้มากขึ้น!!
ทั้งนี้ทาง กองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) สำนักงาน กสทช. ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนา “โครงการยกระดับการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์คดีความผิดทางเพศ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)” ขึ้น
โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยประสิทธิภาพการทำงานให้นิติพยาธิแพทย์ ที่เป็นสาขาที่ขาดแคลน และมีส่วนลดเวลาการทำงานตรวจพิสูจน์ผู้กระทำความผิด

“ผศ.ดร.นริศ หนูหอม” คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าโครงการวิจัยฯ บอกว่า คดีการล่วงละเมิดทางเพศในไทยเป็นปัญหาที่มีอัตราการก่อเหตุเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ ด้านนักวิทยาศาสตร์ และนิติพยาธิแพทย์ ยังคงขาดแคลนอย่างมาก ส่งผลให้เกิดภาระงานที่มากเกิน จนอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการปฏิบัติงาน จากสาเหตุบุคลากรเกิดความเหนื่อยล้า ขั้นตอนการตรวจพิสูจน์หลักฐานจากผู้กระทำความผิดต้องใช้เวลานาน และการตรวจพิสูจน์จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพราะผลตรวจพิสูจน์ส่งผลถึงรูปคดีได้
“โครงการวิจัยนี้ ได้นำระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ มาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการปฏิบัติงาน ให้กับบุคลากร ทางการแพทย์ และช่วยให้กระบวนการตรวจพิสูจน์ทำได้เร็วขึ้น จากเดิมขีดความสามารถของบุคลากรสามารถทำการตรวจหาเชื้อ ได้อยู่ที่ประมาณ 28 เคสต่อวัน หรือใช้เวลาในการตรวจพิสูจน์โดยเฉลี่ยอยู่ที่เคสละ 17 นาที ซึ่งขึ้นกับความยากของแต่ละเคส แต่เมื่อนำระบบเอไอเข้ามาช่วยตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ พบว่าสามารถ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์คดีความผิดทางเพศได้ถึง 160 เคสต่อวัน หรือสามารถร่นระยะเวลาการตรวจวิเคราะห์เหลือเพียง 3 นาทีต่อเคสเท่านั้น”

สำหรับประสิทธิภาพในการตรวจนั้น ทาง “ผศ.ดร.นริศ หนูหอม” บอกต่อว่า การวิจัยได้มีการวัดประสิทธิภาพใน 2 เรื่องหลัก คือ “ความรวดเร็ว และความถูกต้อง”
โดยจากการทดสอบ พบว่า เอไอ สามารถช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ ด้านนักวิทยาศาสตร์ และนิติพยาธิแพทย์ ทำงานได้เร็วกกว่าเดิมถึง 5.7 เท่า!! ส่วนความถูกต้อง ระบบเอไอสามารถตรวจพิสูจน์เชื้ออสุจิได้อย่างแม่นยำสูงถึง 97.2%
หัวหน้าโครงการวิจัยฯ บอกอีกว่า สำหรับข้อมูล หรือ “ดาต้า” ที่ใช้ฝึกสอนโมเดลเอไอก็คือ ข้อมูลที่ได้จากนักวิทยาศาสตร์ และนิติพยาธิแพทย์ และยิ่งมีข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถสร้าง เอไอ ที่ฉลาดขึ้นได้มาก นั่นหมายความว่า การตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ในอนาคต จะมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น!!
ส่งผลให้การใช้หลักฐานในการเอาผิดกับผู้กระทำความผิดมีประสิทธิภาพมากขึ้นทำให้ ผู้ต้องหาดิ้นหลุดได้ยาก! ต้องยอมจำนนต่อหลักฐาน!!
อย่างไรทางทีมวิจัย ได้เตรียมนำระบบการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์คดีความผิดทางเพศ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่ได้วิจับและพัฒนาขึ้นนี้ นำไปทดลองนำร่องใช้งาน ที่ “โรงพยาบาลศิริราช” เป็นที่แรก!!

นอกจากนี้ในอนาคตได้มีแผนขยายผลการใช้งานโดยทำการติดตั้งระบบตรวจหาเชื้ออสุจิด้วยเอไอให้กับสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อนำผลงานวิจัยนี้ไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ในการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ในคดีความผิดทางเพศ เพื่อพัฒนาระบบให้มีความสมบูรณ์ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น!??!
ซึ่งทั้งหมดยังคงใช้องค์ความรู้จากนิติพยาธิแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ และข้อมูล Feedback ผลการประเมินของเอไอที่ยังไม่แม่นยำ เพื่อนำมาปรับปรุง หรือเพิ่มเคสการตรวจที่ยากหรือมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยใช้หลักการเสมือนเป็นการเติมความรู้ให้เอไอใช้ในการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น!!
เรียกว่า เมื่อ “เอไอ” มีการเรียนรู้จากข้อมูลที่มากยิ่งขึ้น ก็จะฉลาดขึ้น ความผิดพลาด หรือคลาดเคลื่อนก็จะลดลง!!!
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



