เมื่อพูดถึงความดำมืดอย่างหนึ่งที่อยู่ในสังคมไทย ต้องยกให้ปะเด็นของการ Body Shaming หรือการวิจารณ์ ดูถูก หรือล้อเลียนรูปร่างหน้าตาคนอื่น โดยเฉพาะเหล่าคนบันเทิง ที่หากไม่สวยหล่อตาม Beauty Standard (มาตรฐานความงาม) ก็โดนตำหนิต่อว่า แต่พอไปทำศัลยกรรมเพื่อความมั่นใจ ก็โดนนินทา และ Bully โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ ที่ทุกอย่างถูกพิมพ์ออกมาได้อย่างเพียงแค่ปลายนิ้ว โดยไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองหรือคิดคำนึงเลยว่าสิ่งที่พูดหรือพิมพ์นั้นจะสร้างรอยแผลให้กับคนที่โดนพูดถึงหรือ “เหยื่อ” มากแค่ไหน ยิ่งไปกว่านั้น มียังมีคนดังที่ “จำเป็น” ต้องทำศัลยกรรม ไม่ใช่เพียงเพื่อความงาม แต่พวกเขานั้นผ่าน “อุบัติเหตุครั้งใหญ่” จนทำให้หวิดเสียโฉม วันนี้ “บันเทิงเดลินิวส์” จะพาไปรู้จักเรื่องราวอีกมุมเหล่านี้กัน

ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร

เริ่มที่ ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร นางเอกหนังร้อยล้าน ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้กับกรณีสั่งซื้อไซยาไนด์ นำมาใช้ผิดประเภท กับการไล่สัตว์มีพิษ จนเป็นข่าวครึกโครม ซึ่งนี่ไม่ใช่มรสุมครั้งแรกในชีวิตของเธอ เพราะก่อนหน้านี้เธอต้องผจญกับการถูก Social Bullying และ Body Shaming ประเด็นเรื่องการศัลยกรรมใบหน้าของเธอ ที่รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ไอซ์ โดนวิจารณ์มากมาย โดยเฉพาะที่หลายคนบอกว่า เธอเสพติดการศัลยกรรม “หน้าเก่าสวยกว่าหน้าใหม่” จน ไอซ์ ต้องออกมาตอบโต้อยากให้มองที่ผลงานมากกว่าหน้าตา

แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าสาเหตุหลักๆ เลยที่ทำให้ ไอซ์ เริ่มศัลยกรรม มาจากการที่เธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อปี 2556 โดยเธอหลับในและรถเสียหลักชนท้ายรถหกล้อ จนทำให้เกือบเสียโฉม โดยเมื่อไม่นานมานี้ ไอซ์ ได้เล่าสาเหตุการทำศัลยกรรมของเธอ และความผิดพลาดหลังที่ทำศัลยกรรมมาจนปากเบี้ยว ในรายการ “เม้าท์อยู่กับปาก อยากอยู่กับคิ้ม” แบบหมดเปลือก เธอจำได้ว่ากำลังจะไปถ่ายซิทคอม ขับรถไปเอง หลับในชนกับรถ 6 ล้อ ไอซ์ สลบ ตอนนั้นคิดว่าไม่รอดแล้ว ไอซ์ สลบไป 10 นาที แล้วตื่นมาเจอกู้ภัยที่มาช่วย ตอนนั้นเลือดเต็มหน้า ในใจก็ยังคิดว่าจะไปถ่ายงานยังไง ไม่ได้คิดอย่างอื่น อาการ ไอซ์ ตอนนั้นคือไหปลาร้าหัก ข้อมือหัก กระดูกซี่โครงข้างขวาหักไปทิ่มปอด ปอดรั่ว หน้าต้องเย็บ 3 ชั้น เสียโฉม ต้องใช้หมอ 5 คนรักษา ศัลยกรรมพลาสติก หมอปอด หมอตา หมอสมอง แล้วก็หมอกระดูก และ อุบัติเหตุครั้งนั้นคือจุดเริ่มต้นของการทำศัลยกรรม เพราะซีกขวาไปหมดเลยทั้งตัวและหน้า ตอนนั้นต้องไปหาหมอสัปดาห์ละครั้ง ไอซ์ ไม่ส่องกระจกเลย 3 เดือน ต้องเอาผมมาบังหน้า ยอมรับว่าตอนนั้นสภาพจิตใจแย่มาก เหมือนว่าเราหยุดงาน แต่ก็มีเวลาคิดเยอะขึ้น ก็พยายามหาหมอรักษาหน้าให้ดีขึ้น กว่าจะกลับมาเหมือนเดิมก็ใช้เวลา 2 ปี

ส่วนเรื่องที่ถูกมองว่าเสพติดศัลยกรรม ไอซ์ เปิดใจต่อว่า พอเริ่มไปทำ ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้แย่ แต่ก็เคยพลาด มีช่วงนึงที่ฉีดโบท็อกซ์ไม่เท่ากัน 2 ข้าง เลยดูปากเบี้ยว กินน้ำก็ไหลออก จนกระทั่งมีคนทักว่ายิ้มแล้วปากเบี้ยว ก็เลยต้องฝึกมัดกล้ามเนื้อให้บาลานซ์กัน การทำศัลยกรรมก็เริ่มจากอะไรที่เล็กๆ ก่อน ก็มีช่วงที่รู้สึกว่าทำเยอะไปควรจะหยุด ก็หยุดทำไปช่วงหนึ่ง ต้องรอให้หน้าเข้าที่ก่อนแล้วค่อยกลับไปหาหมอใหม่ ช่วงที่ทำจมูกแรกๆ ก็ไม่ชินหน้าตัวเอง กว่าจะลงตัวที่หน้าปัจจุบันทำจมูกไป 2 ครั้ง สำหรับมูลค่าทำหน้า ก็คิดว่ามากกว่าค่าตัว ทำทุกอย่างทั้งหมดน่าจะเกิน 10 ล้านบาท!

นอกจากนี้ ไอซ์ ยังได้บรรยายความในใจ ผ่านไอจี ระบุ “ขอโทษนะคะ ตั้งแต่แรกเลยไอซ์ไม่ได้มีชื่อเสียงจาก หน้าที่สวยคะ เคยโดนบูลลี่ว่า หน้าตาแบบนี้เอามาเป็นนางเอกได้ยังไง สรุปยังไงดีล่ะคะ มีชื่อเสียงจากฝีมือการแสดงและผลงานค่ะ ใครคิดว่าเล่นบทไหนไม่ได้ กรุณาติดต่อผู้จัดให้หน่อยคะ!! ไหนคอมเมนต์สิ ชอบกันมั้ยคะ???! เวลาที่มีคนชอบมาจับผิดบูลลี่หน้าตาคนอื่น รูปร่างคนอื่น ฐานะคนอื่น แต่งตัวยังไง ผมจริงผมต่อ ทำหน้าตรงไหนใหม่ ตรงไหนเก่า แต่งหน้าลุคนี้ไม่สวย ทำผมแบบนี้ไม่รอด แบบอื่นดูดีกว่า เรียบร้อยน่ารักกว่า แต่งตัวโป๊ไปดูไม่แพง แต่เรียบร้อยไป นางเอกไปก็ดูป้านะ ติดดินไปนะ หยิ่งจัง คนนี้พูดตรงดี แต่ว่าพูดตรงแต่แรงไป สร้างภาพ หาแสง ใช้ของ Brandname รึเปล่า ของจริงหรือของปลอม คนที่เราจะคบหรือจะแต่งงานด้วย เป็นใคร หล่อ รวย จน ไฮโซมั้ย รักกันอยู่ หรือเลิกกันแล้ว ตัวเราจะรวยจะจนแค่ไหน แล้วยังไงคะ ใครมีสิทธิตัดสินเราได้บ้างเหรอ?! แสดงความคิดเห็นได้นะคะ ไม่ผิด แบบมีวิจารณญาณ ละก็หน้าเก่าสวยกว่าทำเยอะไปจำไม่ได้ เลิกพิมพ์เถอะค่ะคุณ มันเก่าละ หลายปีละ ถ้าแสดงไม่ดีตรงไหน อันนี้เต็มที่เลยคะ เพราะนั้นคืออาชีพของไอซ์ ไอซ์เกิดมาจากการเล่นหนัง ฉะนั้น หน้าตาเปลื่ยนไปใช่ แต่ฝีมือการแสดงก็เปลื่ยนไปด้วย ดีขึ้นกว่าตอนที่เล่น ATM errak error อีกค่า !!!! คุณๆ รู้จัก ไอซ์ ปรีชญา จากไหนคะ ATM ERRAK ERROR หรือ I FINE THANK YOU LOVE YOU

แต่จริงๆ จะว่าไป ไอซ์ก็เสียดายหน้าเก่าตัวเองนะคะ แต่หน้าใหม่แพงกว่า จำเป็นต้องอยู่กับหน้านี้ ต้องขออภัยถ้าหน้านี้ไม่ถูกใจท่านผู้ชมนะคะ เรฟถูกส่งเข้ามาให้ทำหน้านานาชาติ เลยคะ แต่ทำหน้าตามที่ทุกคนชอบหมดไม่ได้ หน้าคงแปลกน่าดูเลยคะ เอาที่เราชอบ และไม่เดือดร้อนใครดีกว่าเนอะ ถ้าจะไม่ถูกใจตรงไหนอยากให้เพิ่ม รบกวนส่งเงินมาด้วยนะคะ พอดีไม่มีงบ เลขบัญชี Line หรือใน bio …”

ก่อนที่เธอจะย้ำเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง ด้วยการโพสต์ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เธอแสดง อย่าง “ATM เออรัก..เออเร่อ” พร้อมบอว่า “นี่เป็นหนังเรื่องแรกของฉันตอนอายุ 20 ปี และตอนนี้ฉันอายุ 33 ปีแล้ว ยังไม่ได้ทำศัลยกรรม! หลังประสบอุบัติเหตุรถชน (จำเป็น) ต้องผ่าตัดศัลยกรรมโดยทันที จากนั้น 2 ปีต่อมา ฉันเข้าๆ ออกๆ ที่โรงพยาบาล เพราะว่าใบหน้าของฉันไม่ได้ดีขึ้นเลย ฉันคิดว่าฉันอาจจบอาชีพการงานของฉันที่ตรงนี้แล้ว แต่…” จากนั้นเธอก็เปิดคลิปหนังเรื่อง “ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” พร้อมบอกว่า “ฉันกลับมามีผลงานภาพยนตร์เรื่องที่ 2 พร้อมด้วยจมูกใหม่และตาใหม่ แต่ยังคงเห็นรอยแผลเป็นที่แก้ม และตอนนี้ฉันก็มีความสุขกับมัน เพราะว่าศักยภาพของฉันไม่ได้หยุดที่จะเติบโต และใบหน้าของฉันก็อัปเกรดไปสู่เวอร์ชั่นที่ดีกว่า อย่างน้อยฉันก็มั่นใจกับมันแล้วในตอนนี้”

รวมทั้งเธอยังระบุแคปชั่น อีกว่า “ได้โปรดอย่าเศร้าโศกหรือเสียใจ หากว่าคุณชื่นชอบหนังของฉัน แทนที่จะเสียใจ คุณสามารถสนับสนุนฉันและส่งความรักให้ฉัน ฉันเอาใบหน้าเก่ากลับคืนมาไม่ได้! โอเค?!? ป.ล. ถ้าคุณต้องการสนับสนุนฉันจริงๆ ส่งฉัน อิโอจิหัวใจให้ฉัน มากกว่าอิโมจิหน้าร้องไห้ หรือคำว่าใบหน้าเก่าของคุณนั้นดูเป็นธรรมชาติและสวย ฉันรู้ค่ะว่าใบหน้าของฉันเปลี่ยนไป ก่อนที่คุณจะรู้อีก ดังนั้น คุณไม่จำเป็นต้องมาบอกฉันอีกใช่มั้ยล่ะ?? ถ้าคุณเป็นแฟนของฉันจริงๆ และไม่ใช่พวกเฮตเตอร์  (HATERS)”

ล่าสุด ไอซ์ ยังได้เปิดใจประเด็นนี้ใน “คุยแซ่บโชว์” อีกครั้งว่า “เรื่องล้อการศัลยกรรม ตอนนี้หนูเป็นเรื่องขำแล้ว เพราะโดนมาตลอดเรื่องนี้ หลายปีแล้วด้วย โดนบ่อยจนหนูชิน ตอนแรกโดนจากน่าจะจมูก ก็ไล่มาเรื่อยๆ หน้าเปลี่ยนทุกไตรมาส หน้าเก่าสวยกว่า เสียดายหน้าเก่า หนูก็เสียดายค่ะ เพราะว่าหนูก็ไม่อยากจะเสียตังค์ทำหน้าใหม่ ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุหนูก็ไม่ได้ทำ ถ้าบูลลี่ในเรื่องหน้าตา มันเป็นเรื่องที่เข้าใจ แต่อยากให้โฟกัสในเรื่องการทำงานมากกว่า ถ้าผลงานการแสดงไม่ดีหนูน้อมรับคำติชมทุกอย่าง ถ้าเป็นเรื่องของหน้าและรูปลักษณ์ ถ้าหนูไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อน และไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิด หนูก็รู้สึกว่าไม่เป็นอะไรที่เราจะทำกับหน้าเรา ไม่ว่าศัลยกรรมหรืออะไรมันเป็นเรื่องธรรมดาซะด้วยซ้ำเดี๋ยวนี้ ทุกคนก็อยากสวย ทำออกมาไม่ดีไม่ได้ถูกใจทุกคนแล้วคนมาซ้ำๆ ไม่สวยๆ เราเสียตังค์ให้หมอแล้วเราต้องเสียใจกับคำพูดที่โดนว่าอีกหรอ แค่หน้าเราไม่ถูกใจเค้า หน้าหนูแพง เราเลยต้องเก็บหน้านี้ไว้”

เป๊ก-ผลิตโชค อายนบุตร

อีกหนึ่งคนที่โดนวิจารณ์ใบหน้า ได้แก่ เป๊ก-ผลิตโชค อายนบุตร  ศิลปินขวัญใจแฟนๆ ที่ต้องต่อสู้กับการถูกบูลลี่เรื่องศัลยกรรมมาโดยตลอด โดยเฉพาะประเด็นฮอตที่พิธีกรรายการ “ข่าวแหกโค้ง” ลืมปิดไมค์หลังเปิดคลิป เป๊ก ส่งกำลังใจให้ทีมนักตบสาวไทย สู้ศึกวอลเลย์บอลหญิงเนชั่นส์ลีก 2022 โดยมีเสียงพิธีกรชาย พูดว่า “ก่อนหน้านี้หน้าเขาหล่อกว่านี้นะ” ส่วนพิธีกรหญิง พูดว่า “ก็ใช่ไง ก็คือทำเยอะเกินไปแล้วไง” ส่งผลให้ทวิตเตอร์เดือดสุดๆ ก่อนที่ทั้ง 3 พิธีกรของรายการ อย่าง ไก่ สมพล, พุดเดิ้ล ปาจรีย์ ณ นคร และ คิงส์ พีระวัฒน์ จะอัดคลิปขอโทษ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีประเด็นร้อนแรงดังกล่าว ก็ทำให้แฟนคลับแห่กันออกมาปกป้อง เป๊ก พร้อมช่วยกันชี้แจงถึงสาเหตุที่ศิลปินหนุ่มต้องทำศัลยกรรมว่า โดยเพจดราม่า Drama-addict ได้ให้ข้อมูลว่า “สำหรับท่านที่ไม่ทราบนะครับ เป๊กผลิต ได้รับอุบัติเหตุจากการเล่นเจ็ตสกี หน้าพุ่งไปกระแทกโขดหิน จมูก ปาก ยับเลยครับ แขนหัก ซี่โครงร้าวด้วย ลองนึกภาพดูว่าชนแรงขนาดไหน เขาถึงต้องผ่าตัดซ่อมแซมอยู่นานกว่าจะหาย” 

รวมถึงหากย้อนไปเมื่อปี 2558 เป๊ก เองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาเคยประสบอุบัติเหตุ เจ็ตสกีคว่ำกลางทะเลหัวหิน เป๊ก ขับเจ็ตสกีเล่น แต่เกิดมีคลื่นทะเลลูกใหญ่มาปะทะอย่างแรง ทำให้ไม่สามารถประคองเจ็ตสกีได้ เนื่องจากเครื่องยนต์แรงมาก ทำให้เกิดพลิกคว่ำ หน้าไปฟาดกับหินบาดเจ็บ ที่ใบหน้ามีรอยช้ำ และแผลขนาดใหญ่ ต้องทำการเย็บอีก ทั้งจมูกหักอีก ซึ่ง เป๊ก ยอมรับประมาทเอง   “อุบัติเหตุขี่เจ็ตสกีเสยโขดหิน ทั้งๆ ที่เขาก็อยู่ของเขาดีๆ ผมไปชนเขาทำไมก็ไม่รู้ โง่ (หัวเราะ) ชนแล้วหน้าก็ไปกระแทก ไม่คิดว่าตัวเองเป็นอะไร แต่เรียกให้คนมาช่วย แต่คนไม่มาช่วย ตะโกนจนเข้ามาช่วย หักหมดเลย จมูก ฟันผมเลยต้องทำใหม่หมดเลย (ยิ้ม) คือผมใช้ชีวิตเอ็กซ์ตรีม ถ้าคิ้วไม่แตก เข่าแตก ก็จมูกหัก ฟันแตก แขนหัก มีหมดอกหักก็มีด้วย เพราะเป็นมนุษย์ก็ต้องมีบ้าง” ศิลปินหนุ่ม เผย

ส่วนเรื่องส่วนเรื่องทำศัลยกรรม เป๊ก บอกต่อว่า “ก็จะมีฉายาว่าหน้าใหม่ตลอด แต่มันก็เป็นธรรมดา ก็อยากดูดีก็ต้องไปทำเท่านั้นเอง นั่นคือเหตุผลที่ผมต้องทำหน้าใหม่ ทำไปเถอะ ไม่ดีก็ทำใหม่ ก็เป็นอย่างนี้ครับ แต่ว่าเดี๋ยวนี้เวลาคนที่เล่นเน็ต เขาคิดอะไรเขาพิมพ์เลย ด่าแรง หน้าเหมือนลิง หน้าเหมือนตัวตลก หน้าเหมือนตัวอวกาศ แต่ผมก็ยอมรับว่าตัวเองหน้าเหมือนลิง เด็กๆ ผมหน้าเหมือนลิงมาก โดนล้อตั้งแต่เด็กๆ แล้ว…”

แตงโม-นิดา พัชรวีระพงษ์

ปิดท้ายที่ แตงโม-นิดา พัชรวีระพงษ์ ที่ตอนนี้เธอได้อยู่บ้านอันแสนอบอุ่นบนสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว ต้องบอกว่าชีวิตของ แตงโม ก็เผชิญมรสุมมากมาย จนได้ฉายา “ดาราสาวแมว 9 ชีวิต” หนึ่งในนั้นคือเรื่องการถูกบูลลี่เรื่องใบหน้าและการศัลยกรรม จนทำให้เธอเสียความมั่นใจไปช่วงหนึ่ง แต่ทว่าสาเหตุหลักเลยที่ทำให้ แตงโม ต้องทำศัลยกรรมครั้งใหญ่ เกิดจากอุบัติเหตุหนักบนทางด่วนเมื่อปี  2550 โดยรถของเธอเสียหลักข้ามเลน เนื่องจากเธอหลับใน ก่อนหักเลี้ยวกะทันหัน ร่างแตงโมกระเด็นออกจากรถ ใบหน้าและร่างกายครูดไปกับพื้น ซึ่งประสบอุบัติเหตุสุดรุนแรงดังกล่าว ทำให้เธอเกือบเสียโฉม และพักฟื้นนานร่วม 2 เดือน โดยตอนนั้น แตงโม เย็บไปถึง 140 เข็มที่ใบหน้า หางตาซ้ายขาดไปเลย ต้องเย็บติดเข้ามา ตรงคางทะลุหากัน

นอกจากนี้ด้วยอาชีพที่ต้องใช้ความสวยและรูปลักษณ์ในการทำงาน ทำให้ แตงโม ต้องคอยซ่อมหน้าเรื่อยๆ เพื่อให้เข้าที่ ซึ่งเธอยังเจอพิษการศัลยกรรมซ้ำสอง เมื่อฉีดสารเหลวและผ่านไปหลายปีมันก็จะไหลและย้วย จนรู้สึกว่าถ้ายังรักจะอยู่ในวงการนี้และอยากเป็นนางเอก เธอต้องซ่อมให้หน้าเป๊ะ แต่หลังศัลยกรรมปรากฏว่าเส้นประสาทถูกรบกวน ถูกทำลาย กล้ามเนื้อบางส่วนก็ไป ใบหน้าผิดรูป ปากล่างชา มุมปากยิ้มแล้วไม่เท่ากัน รวมถึงเวลาพูดจะงับคำไม่ได้เท่ากัน เมื่อก่อน แตงโม เป็นคนที่ควบกล้ำดีมาก เพราะเล่นละครมา มาถึงทุกวันนี้ค่อนข้างยาก เวลาบังคับริมฝีปากล่าง ก็ไม่ค่อยเป็นไปตามธรรมชาติ

ซึ่งเธอบอกว่ามันคือจุดต่ำสุดของชีวิต จนช่วงนั้นอยากตายเพราะมันคือสิ่งเดียวที่ใช้ทำมาหากิน ประกอบกับเป็นช่วงเดียวกับที่คุณพ่อ “โสภณ” ไม่สบายและจากเธอไป รวมทั้ง แตงโม ยังเลือกปฏิเสธรับงานละคร เพราะเธอเกรงใจและให้เกียรติผู้ใหญ่ เนื่องจากใบหน้าของเธออาจไม่สามารถแสดงรายละเอียดความรู้สึกต่างๆ ในผลงานแสดงได้อย่างที่ดีที่สุด จนทำให้เธอขาดรายได้อีกด้วย!

ซึ่งตลอดเวลา แตงโม ต้องเผชิญกับคำบูลลี่เรื่องรูปร่างหน้าตาของเธอ และเอฟเฟกต์จากการศัลยกรรมนี้ยังทำให้เธอไม่ออกจากบ้านเลยเกือบปีทีเดียว! กระทั่งในวันนี้ที่เธอได้จากไปแล้ว จึงได้รับความเห็นใจและเข้าใจมากขึ้น

หวังว่าทั้ง 3 กรณี จะทำให้ทุกคนมีมุมมองต่อคำว่า “ศัลยกรรม” ในเชิงที่ “เห็นอกเห็นใจ และ เข้าใจ” กันมากขึ้น และไม่ตัดสินใครเพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอก ที่สำคัญเหนืออื่นใด การทำ “ศัลยกรรม” บนร่างกายของใครก็ตาม ด้วยเงินของพวกเขาเอง ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานเหนือร่างกายตัวเอง ที่เราทุกคนควรให้ความเคารพกันอีกด้วย!