เรื่องซิงเกิ้ลมัมสายสตรองคงต้องยกให้สาว แอนนี่ บรู๊ค คุณแม่ของน้องฑีฆายุ ที่ล่าสุดออกมาแชร์ประสบการณ์ชีวิต ไปทำงานหาเงินเลี้ยงลูกถึงต่างประเทศ ในรายการโต๊ะหนูแหม่ม พร้อมเผยวิธีการเลี้ยงลูก ปลูกฝังให้รู้จักคุณค่าของเงิน
แอนนี่ เผยว่า “เรื่องการเลี้ยงลูก เขาเคยถามหนูว่าเราเกิดมาทำไม ช่วงประมาณ 10 ขวบ เราก็ตกใจ เพราะมันเป็นคำถามที่เราเคยถามตัวเองเมื่อสมัยที่เราอายุประมาณนี้ เราก็ให้คำตอบว่า เราเกิดมาเพื่อที่จะหลุดพ้น คือการที่เราจะต้องสละให้ แล้วเราก็จะหลุดพ้น สมมุติถ้าเราได้เป็นผู้ให้และได้เสมอบางส่วนของเรา อย่างเช่นเรามีเงินเท่านี้ เราเก็บไว้เรามีสิทธิ เราใช้เต็มที่สักประมาณ 8 ส่วน แบ่งสัก 2 ส่วน ไปแบ่งปันให้กับคนอื่น พัฒนาของน้อง ถ้าเป็นวัยเด็กเราจะชอบเล่นบทบาทเป็นคุณแม่ ก็คือมีการสอนทุกสิ่งทุกอย่าง จับมือเขียนสอนว่าอันนี้ถูกต้อง อันนี้ไม่ถูกต้อง อันนี้ดีอันนี้ไม่ดี แต่เมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น เราเป็นแม่ไม่ได้ เราต้องเป็นเพื่อนให้กับเขา ซึ่งเรามองว่าไม่มีข้อดีที่เป็นเพื่อน ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องตีซี้อยู่เสมอกัน ยังมีความเป็นแม่ที่ให้ความเป็นมิตรแบบลักษณะเพื่อน คือรับฟัง เพราะเมื่อก่อนเราจะเป็นคนเอาแต่พูด เป็นคนบงการ ซึ่งเราจะบงการเขาไม่ได้ตอนเป็นวัยรุ่น เพราะเขาจะเริ่มเป็นตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้น เขาเริ่มเปิดใจเรื่องของเขามากยิ่งขึ้น ด้วยการรับฟังเพื่อนมากกว่าเรา”
“ถามว่าลูกคุยเราทุกเรื่องไหม เราต้องเริ่มตั้งแต่เขาเล็กๆ สร้างความเชื่อใจให้เขาก่อน สมมุติว่าวันนี้เขาทำอะไรผิดมา อย่างเช่นเขาทำน้ำหกใส่โต๊ะ สิ่งแรกที่พ่อแม่ทุกคนจะต้องทำ ต้องด่าต้องวีนทันที แต่ยุคนี้ถ้าลูกทำแบบนั้น เราต้องนิ่งเงียบ อย่าใช้เสียงสูง อย่างการเสียสละ เราอย่าไปรอค่ะ รอไม่ได้ เพราะชีวิตของลูกเราไม่สามารถรอได้ อนาคตของเขาอยู่ในกำมือเรา หนูประหยัดถึงขนาดที่ว่าน้ำมันแพงมาก ขวดหนึ่งมันไม่ใช่ 10 บาทของบ้านเรา น้ำที่ต่างประเทศขวดหนึ่งประมาณ 50-60 บาทของบ้านเรา ซึ่งเราก็เอาน้ำก๊อกใส่กะละมังใหญ่ที่สะอาดและเอาไปตากแดด พ่อหนูไปทำงาน กลับมาคิดว่าคลอรีนระเหยหมดแล้ว หนูก็เอาไปต้ม และรอให้มันเย็นเก็บใส่ขวดแช่เย็น โดยไม่ต้องซื้อน้ำ อยู่บ้านทุกวันนี้ก็ต้องประหยัดมากๆ เสื้อผ้าของตัวเองก็ไม่ได้ซื้อ อย่างกับลูกเรา ต้องมีความอดทนและมีจิตวิทยาค่อนข้างเยอะ เราต้องเป็นทั้งแม่และเป็นทั้งเพื่อนให้กับเขา ถ้าเขามีปัญหาอะไร เราต้องสร้างความไว้วางใจให้กับเขา สิ่งที่เขาพูด แม้จะเป็นสิ่งที่ไม่ผิด เราต้องทำให้เขาเชื่อใจให้ได้ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรผิดมา สิ่งแรกที่เขาจะโดนไม่ใช่ไม้เรียว ไม่ใช่สายตาที่มองเขาด้วยการเข้าใจผิด เราต้องถามเขาว่า หนูจะแก้ปัญหานี้ยังไงดี เรามาช่วยกันไหม”

“เรื่องการประหยัดอดออม เขารู้ว่าเราเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ เขาจะถามอยู่ตลอดว่าจะกลับบ้านมาเมื่อไหร่ เขาจะรู้ว่าเราไปทำงานหาเงิน มาให้เขาเรียนหนังสือ ซึ่งเราเล่าให้เขาฟังทุกเรื่อง น้อยครั้งที่จะซื้อของให้ลูก เพราะคิดว่ามันน่าจะเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้กับเขา แต่วันหนึ่งเขาต้องขายเกม เพราะว่าเขารู้สึกว่ามันไม่มีความสุข เราก็ถามเขาว่าทำไมถึงไม่มีความสุข เขาบอกว่าเล่นแล้วมันก็จบ มันไม่สามารถไปไหนต่อได้เลย ผมอยากเรียนคอร์สกับอาจารย์ที่ต่างประเทศ ซึ่งเขานำเงินส่วนที่ขายเกมได้ ไปแบ่งจ่ายในการเรียนของเขา แล้วก็มีพี่ๆ ที่เข้ามาสนับสนุนคอยช่วย เขาเป็นคนที่มีความคิด เราคิดว่าคำพูดหลายคำไม่คิดว่าจะออกมาจากปากเขา เรารู้สึกว่ามันชื่นใจจังเลย รู้สึกว่าเรามาถูกทางในการที่เราเลี้ยงเขาแบบนี้ อย่างคำพูดที่เขาบอกว่า โชคดีที่เกิดมาเป็นลูกเรา เรารู้สึกภูมิใจมาก ไม่คิดว่าเราจะมีวันนี้ได้”



