หลังจากที่เคยเป็นข่าวดังสนั่นเมืองกรุงและโลกออนไลน์ สำหรับอดีตนักร้องสาวชื่อดัง “เมย์-จีระนันท์ กิจประสาน” ที่เคยมีประเด็นหนีออกจากบ้านจนคุณแม่โพสต์ตามหาตัววุ่น และในเวลาต่อมาก็เกิดเหตุการณ์สลับกันเมื่อคุณแม่เป็นฝ่ายหายออกจากบ้านไปปฏิบัติธรรมบ้าง จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความสัมพันธ์ภายในครอบครัวนั้น

ล่าสุด สาวเมย์ได้ควงแขนคุณแม่ “แม่ฝน-วจี ธัญญะเจริญ” มาร่วมพิธีบวงสรวงโปรเจกต์ ‘อจินไตย เดอะ ซีรีส์’ พร้อมเปิดใจเคลียร์ทุกประเด็นดราม่าแบบหมดเปลือก

เมย์ เผยว่า “ตอนนี้ครอบครัวเราก็แฮปปี้ดีค่ะ เข้าใจกันมากขึ้น คุณแม่ก็ปรับตัวเข้าหาหนูด้วย แล้วล่าสุดก็ทำสวยมา ก็เลยแฮปปี้ขึ้นด้วยค่ะ ที่ผ่านมามันเกิดเรื่อง คือมันก็สะสมมาเรื่อยๆ ค่ะ จากที่เรื่องของเศรษฐกิจด้วย แล้วเมย์ประสบปัญหาเรื่องของการทำงาน เรื่องของธุรกิจด้วย พอมันผิดหวังซ้ำๆ ก็เลยเกิดความเครียดสะสม เมย์ก็มีคุณแม่กันสองคน เวลามีอะไรคุณแม่ก็จะเป็นคนที่รับ เมย์เก็บทุกอย่างเอาไว้ แล้วก็ไม่รู้จะระบายกับใคร แต่คนที่ใกล้ชิดเมย์ที่สุดก็คือคุณแม่ ทีนี้พอเมย์เครียด ผิดหวังซ้ำๆ คุณแม่ก็เลยรับเอาความทุกข์ใจของเมย์ เหมือนเมย์มาระบายที่เขา มันก็เลยเกิดจุดที่พอมันมีเหตุการณ์ที่คนเข้ามาทำร้ายเรา เหมือนทุกอย่างมันประดังเข้ามาในเวลานั้น

ถามว่าปรับตัวยังไง จริงๆ แล้วตอนนั้นเมย์คิดว่าเมย์ไม่เอาอะไรแล้ว คือยอมแพ้กับทุกอย่าง แล้วพอเราเจอคนที่มาทำร้ายเรา ซึ่งเราไม่เคยเจอมาก่อน เมย์ก็รู้สึกว่าการมองโลกมันเปลี่ยนไป แต่ว่าก็ต้องขอบคุณคุณแม่ที่คอยฉุดดึงให้เมย์อยู่นะคะ แล้วก็ให้กำลังใจ ให้อภัยทุกอย่าง ที่สำคัญก็คือมีแฟนคลับเล็กๆ ที่เขาเห็นใจ แล้วก็ให้กำลังใจเราสองคน ก็ทำให้มันผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ ค่ะ ก็ต้องขอบคุณทุกคนด้วยค่ะคือมันผ่านตรงนั้นมาแล้วค่ะ ที่มันเลวร้ายสุดๆ ตรงนั้น แต่คุณแม่ก็พยายามดึงทุกอย่าง ถึงขั้นว่าพาเมย์ไปปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ที่นับถือ พระอาจารย์ก็โทรมาขอ อาตมาขอบิณฑบาตชีวิต เขาเป็นห่วง เพราะว่าอยู่กันสองคน ถ้าแม่ไม่อยู่แล้ว แล้วเราก็ยังไม่แข็งแรงพอ เรายังไม่มีธุรกิจ การงานก็ยังไม่มั่นคง แล้วก็ยังไม่ได้เป็นฝั่งเป็นฝา เขาก็เลยกลัวว่าถ้าไม่มีเขาอยู่ ก็เลยพยายามแบบเคี่ยวเข็ญให้หนูเอาทุกอย่าง ให้ประสบความสำเร็จ

ส่วนดราม่าบอกว่าที่เกิดเพราะคุณแม่บังคับจนเรื่องราวมันบานปลาย จริงๆ คุณแม่ไม่ได้เป็นคนที่บังคับอะไรเลยนะคะ เช่น เมย์อยากจะทำอะไร เมย์อยากจะอยู่หรือไม่ในวงการ เรื่องตอนที่เมย์ไม่ต่อสัญญา เมย์ก็เป็นคนตัดสินใจเอง ทุกอย่างเลยในการทำงาน เมย์อยากจะเดินเส้นทางนี้ แม่ก็สนับสนุน อย่างเมย์โดนคนที่เข้ามาทำร้าย ที่หลอก คุณแม่ก็ไม่ได้บังคับ ไม่ได้ปิด แต่ว่าตอนหลังๆ เขาเริ่มเห็นแล้วว่าเนี่ยเป็นคนไม่ดี ซึ่งเขาก็ไม่ดีจริงๆ เขาก็เป็นคนที่มาหลอกเราจริงๆ เป็นมิจฉาชีพ คือทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก แต่ด้วยความที่ตอนนั้นมันเร็วมากค่ะ หนูก็รู้สึกว่าทำไมแม่ต้องมาตัดสินใจแทนหนู คือตอนนั้นก็ยัง 50-50 อยู่ ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อคุณแม่ คือเราไม่เคยโดนหลอก เราก็เลยไม่คิดว่าจะมีใครที่เลวร้ายได้ขนาดนั้น คือไม่เคยเจอมิจฉาชีพมาก่อนเลย สุดท้ายก็คือสิ่งที่คุณแม่เขาเป็นห่วง มันก็เกิดขึ้นจริงๆ

ตอนนี้คนมองว่าแม่ลูกไม่ถูกกัน คืออย่างที่บอกแล้วว่ามันเริ่มต้นจากความรักมากๆ แล้วความเป็นห่วง อยากจะดูแล เมย์เคยมีแฟน คุณแม่ก็ไม่เคยห้าม แล้วเมย์ก็ตัดสินใจคบแล้วก็เลิกเอง แต่ว่าคนล่าสุด คือเมย์ก็ไม่เคยมีแฟนมานานมากๆ แต่คนนี้เขาเป็นมิจฉาชีพ (หัวเราะ) ซึ่งเขาก็เข้าตามตรอกออกตามประตู เขาก็มาเข้าทางคุณแม่ (คุณแม่ : “เขารู้วิธีที่จะเข้าหา”) ใช่ ก็คือมาไปทานข้าว ไปเจอกัน 2-3 ครั้ง คุณแม่ก็ไปด้วย (คุณแม่ : “แม่ก็ไปด้วยทุกครั้ง”) คือทุกอย่างมันแนบเนียนมาก แม้กระทั่งคุณแม่ตอนแรกก็คิดหลงเชื่อ เพราะว่าเขาคือมิจฉาชีพค่ะ เขาจัดฉาก แล้วมันเกิดขึ้นเร็ว เพราะในเวลาแค่ 2-3 เดือนที่ตัดสินใจคบกัน ส่วนตัวเลขที่บอกสูญเสียไป หนูยังไม่ได้สูญเสียเรื่องเงิน เพราะเขาได้กลิ่นก่อน (หัวเราะ)

เช่น นัดจะพาเราไปเจอ ตอนแรกเขาจะพาคุณแม่เขามาพบคุณแม่เรา ก็เลื่อนไปอีก เลื่อนหลายๆ ครั้ง หรือจะพาเรากับคุณแม่ไปพบคุณพ่อคุณแม่เขา เขาก็เลื่อนอีก จนคุณแม่ก็เริ่มเอะใจ มันหลายๆ อย่างด้วยค่ะ มันดูปลอมไปหมด ส่วนอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าเรารักผู้ชายคนนี้ คือเขารู้จุดที่เราชอบเขา เขาเป็นคนดี เข้ามาดูแลเทคแคร์ เขาทำการบ้านมาดีมาก คือรู้ว่าเราชอบไหว้พระ ธรรมะ เขาก็มาทั้งธรรมเลย สวดมนต์ เราก็อุ้ย คนดี ตอนนี้เราดูกันผิวเผินแค่นั้นไม่ได้ แล้วก็ต้อง take time กับมันค่ะ

ถามว่าเรารู้ตอนไหนว่าเขามาหลอก คือตอนที่เขาเริ่มเลื่อนไปเรื่อยๆ มีแต่งเรื่องปวดหัว ที่พีคสุดคือเขาเริ่ม toxic กับเรา ปั่นหัวให้เราเป็นห่วงเขามากๆ เริ่มบอกว่าเขาเป็นซึมเศร้า เขาจะฆ่าตัวตาย เราก็รู้สึกตกใจ เพราะเรากลัวว่าเราเป็นสาเหตุที่ทำให้คนๆ นึงต้องตาย คือมันมีสตอรี่เยอะมากๆ ซึ่งคุณแม่เห็นแล้วว่าคบกันแล้วมันมีแต่…(คุณแม่ : “มันเยอะมาก”) ดิ่งลง เราก็ดิ่ง เขาก็โฟกัสของเขาไปเรื่อยๆ คุณแม่ก็เริ่มแตะเบรก แต่เราก็รู้สึกว่าหนูโตแล้ว ช่วงนั้นทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วค่ะ แม่เลยเริ่มรู้สึกว่าเรากีดกันเขาหรือเปล่า ต่อต้านหรือเปล่า แต่เราเห็นอะไรหลายๆ อย่าง อยู่ในสายตาเราตลอด แต่คุณแม่เป็นคนที่เวลาโมโห เวลาพูดด้วยอารมณ์แล้วเขาจะเสียงดัง เขาด่าแรง หนูก็เลยเตลิด

ส่วนข่าวว่าเมย์ตามหา…แล้วหนีออกจากบ้าน วันนั้นก็คือโดนด่าแรงมาก โดนไล่ออกจากบ้าน แล้วเราก็ดิ่งอยู่แล้ว ทางนั้นเขาก็ใช้ไม้ตายว่าเขาเป็นโรคซึมเศร้า เขาจะฆ่าตัวตาย ทางนี้ก็ขีดเส้นเลยว่าให้เลิก เราก็ไม่รู้จะเลือกยังไง แล้วบวกกับโดนไล่ออกจากบ้าน โดนด่าแรง หนูก็ไปเลย ส่วนวันนี้เมย์เป็นไงบ้าง รู้สึกยังไงกับเรื่องที่มันเกิดขึ้น คือหนูมองว่ามันเป็นเรื่องกรรมนะคะ ที่หนูอาจจะเคยไปทำร้ายเขามาในชาติอื่นๆ เพราะหนูมั่นใจว่าชาตินี้ หนูไม่เคยทำร้ายเขา หรือว่าใคร ไม่เคยหลอกใคร แล้วก็ไม่คิดว่าจะมีใครที่กล้าทำร้ายคนคนนึงที่เราไม่เคยเป็นอะไร ก็เลยคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องของกรรมเก่า อาจจะต้องมาเสียใจ มาชดใช้ให้เขา ก็ถือว่าอโหสิกรรมกันไป ตอนนี้ก็เขาก็ไม่ได้มายุ่งอะไรกันแล้ว เพราะว่าพอเรื่องมันไปถึงตำรวจ ถึง DSI ตำรวจก็เรียกเข้ามาตักเตือน พอเขาเจอของจริง เขาก็กลัว ก็ไม่มายุ่งกันหมดแล้วค่ะ ตอนนี้ไม่เจอเลยค่ะ ไม่อยากเจอด้วย (หัวเราะ)

แต่หลังจากวันนั้นกลับมาคุยกัน เพราะก่อนหน้านี้ถึงขั้นที่จะตัดแม่ลูกเลย คือตอนนั้นมันไม่ใช่ตัดแม่ตัดลูกค่ะ หนูไม่เอาชีวิตตัวเองแล้วตอนนั้น คือที่หนูหนีออกไปนั่นคือหนูจะไปจบชีวิตนะคะ เพราะว่าทางคุณแม่ก็ไม่ให้คบกัน ทางนั้นก็จะฆ่าตัวตาย หนูเองก็มีปัญหาเรื่องส่วนตัว หนูไม่ได้โทษเรื่องนี้อย่างเดียวนะคะ คือหนูก็มีความเครียดในเรื่องของธุรกิจ เรื่องของการงานด้วยที่มีปัญหา แล้วหนูก็ยังไม่รู้ว่าหนูจะแก้มันยังไง มันก็เลยรวมกันไปหมดเลย ก็เลยยอมแพ้กับชีวิตแล้วในตอนนั้น คุณแม่พยายาม พอกลับมาเราก็ยังไม่เข้าใจกันอยู่ แต่ว่าสุดท้ายก็คือพระครูไทย ที่ขอรับบิณฑบาตชีวิตไว้ แล้วหลังจากนั้นหนูก็มาปฏิบัติธรรม คุณแม่ก็ให้ความเข้าใจหนู จากที่เคยว่าหนูแรงๆ ก็เริ่มพูดคุยกันดีๆ หนูก็เริ่มเย็นลง บวกกับแฟนคลับ เรื่องงาน คือหนูก็ยอมรับความเป็นจริง สัจธรรม ปล่อยวางมากขึ้นค่ะ

ถามว่าเราไม่ได้เป็นซึมเศร้าใช่ไหม หนูเคยไปพบคุณหมอนะคะ แต่ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องคือไปรักษา ให้ทานยา แต่เขาบอกว่าหนูเป็นแค่เริ่ม จากเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาธุรกิจ ก็กินยาเดือน กระปุกเดียว ก็ไม่ได้ หนูว่าหนูก็ไม่ได้เป็นนะ (หัวเราะ) เพราะว่าหลังจากนั้นหนูเจอปัญหาอะไร ทุกวันนี้หนูก็มีความสุขดี

ก็อยากขอบคุณคุณแม่ที่เข้าใจ แล้วก็ให้อภัยในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ ครั้งเลยนะคะ แม่ปรับตัวให้หนูเยอะมาก หนูก็มีอะไรที่ทำไม่ดีเยอะนะคะ เช่น เคยพูดไม่ดี ตะคอก หนูก็ต้องลดให้คุณแม่เหมือนกัน หนูก็ขอบคุณที่คุณแม่เข้าใจและให้โอกาสเสมอค่ะ แล้วก็ดีใจที่วันนี้คุณแม่เป็นคุณแม่ที่สวย พาคุณแม่ไปทำสวยด้วย แล้วคุณแม่ก็แฮปปี้ขึ้นในทุกๆ เรื่องด้วยค่ะ”

คุณแม่ เผยต่อว่า “เราต้องอดทนอย่างมากเลยค่ะ คือพอเรารับพลังงานที่ลูกเขาได้รับผลกระทบมา ก็ทำให้เราต้องรักษาใจตัวเองด้วย แล้วก็พยายามเข้าใจเขา ประคับประคองครอบครัวไว้ แต่ว่ามันก็มีบางช่วงที่ตัวเราเองก็แย่เหมือนกัน เพราะว่าเราอยู่กันสองคน ความทุกข์ของลูกเราก็แบ่งมา แต่เราไม่สามารถจะช่วยอะไรลูกได้ นอกจากการให้กำลังใจเขา มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าเราผิดพลาดอะไร ทำไมเราไม่สามารถจะปกป้องลูกได้จากคนไม่ดี ก็เลยมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นแม่ที่ไม่สามารถจะดูแลลูกได้เหมือนเมื่อก่อน ก็รู้สึกโทษตัวเองมากกว่า แต่ก็เห็นใจเขาเพราะว่าเขาต้องแบกภาระทุกอย่าง จากเมื่อก่อนเราช่วยกันได้ 

แล้วพอแม่อายุมากขึ้น แม่ก็ไม่สามารถจะซัปพอร์ตเขาได้ทุกเรื่อง แล้วภาระก็เลยไปตกอยู่ที่เขาคนเดียว คุณแม่ก็เลยพยายามเข้าใจเขา แต่ว่ามันก็มีเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่บางครั้งเราก็อึดอัด แต่เราก็ไม่สามารถที่จะพูดอะไรแรงๆ ได้ แต่วันหนึ่งเราพูดอะไรแรงไป มันก็เลยมีผลกระทบกับจิตใจเขา แม่ก็เลยรู้สึกว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้นไม่ได้แล้ว ก็พยายามหาจุดที่มันอยู่ตรงกลางให้ได้ แม่ก็พยายามหาวิธีว่าเราจะประคับประคองครอบครัวยังไงให้ผ่านเรื่องร้ายๆ ไปได้ และให้ลูกกลับมาทำงานได้ เพราะว่าตอนที่ลูกเจอปัญหาหนักๆ ลูกไม่เอาอะไรเลย แม้กระทั่งชีวิตของเขา เขาก็ไม่อยากได้ ก็เคยคิดที่จะไป (เมย์ : “จบชีวิต ไปบวช คุณแม่คิดจะไปบวช”) แม่จะไปบวช ส่วนตัวเขาบอก หนูดีใจนะที่แม่จะไปบวช หนูจะได้หมดห่วง แต่ตัวเขาไม่ได้คิดอย่างนั้น ตัวเขาคิดว่าถ้าเราไปบวชได้ เขาจะได้ไปของเขาคนเดียว ก็คือการจบชีวิตค่ะ

วันนั้นคือวันที่คุณแม่มืดแปดด้านเลยว่าจะทำยังไงดี เพราะลูกไม่เอาอะไรเลย ลูกมีความรู้สึกว่าโลกนี้มันโหดร้าย จากที่เขาเคยเข้มแข็ง พอมาเจอเหตุการณ์ที่มันต้องเสียใจหลายๆ ครั้ง เขาก็บอกว่าคุณแม่ขอชีวิตหนูเถอะ ขอหนูกลับคืนมาได้ไหม ชีวิตเป็นของหนูนะ หนูขอเลือกเอง คำพูดประโยคนี้แหละที่ทำให้เราตัดสินใจโทรหาพระอาจารย์ท่านหนึ่งที่เคารพ (เมย์ : “พระครูไทย”) พระครูไทยค่ะ ขอพระครูไทยช่วยหน่อย เพราะคุณแม่ไม่ไหวแล้ว พระครูไทยก็เลยบิณฑบาต ก็ได้สติตั้งแต่วันนั้น (เมย์ : “แต่ว่านานแล้วนะคะเรื่องนั้น ตอนนี้ไม่ได้คิดแล้วค่ะ”)

นานแล้วค่ะ ก่อนที่เกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ ตอนนั้น ก็กลับมาคุยกันว่าเราจะเอายังไงดีกับครอบครัวของเรา คุณแม่ก็เลยต้องปรับตัว พยายามเข้าใจเขามากขึ้น พยายามอยู่กับตัวเองให้ได้ เพราะว่าที่ผ่านมาเรารู้สึกว่าชีวิตเรา ทำไมต้องติดอยู่กับลูก อันนี้คือความคิดที่แม่รู้สึกว่าตัวเองผิดพลาดตรงนี้ เพราะเราไปยึดติดกับลูกมาก เราไปคิดว่าเราจะต้องอยู่กับลูกเหมือนเป็นเงาตามตัว จนบางครั้งทำให้ลูกเราก็อึดอัด แต่ไม่กล้าที่จะ…

ถามว่าแม่เอ๊ะตรงไหนว่าเขามาหลอกลูกสาวเรา ทีแรกเลยแม่ก็รู้สึกว่าเขาไม่มีตัวตนนะ เพราะว่าในเพจของเขา ในช่องของเขาไม่มีอะไรที่ชัดเจนเลย แต่เราก็พยายามให้โอกาสเขา เพราะว่าเขามาดี พยายามให้โอกาสเขา ให้เขาได้ศึกษากันก่อน แต่มันมีหลายๆ เหตุการณ์ที่เขาพูดแบบนี้วันนี้ แต่เขาเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่วันนี้พอเรากลับมาคุยกัน คือแม่ไม่ได้ให้สัญญากับเขานะคะ แต่ว่าแม่กลับมามองตัวเองว่าเรารักลูกเกินไปหรือเปล่า ห่วงลูกเกินไปหรือเปล่า จากคำพูดที่ลูกเคยบอกว่า “แม่ หนูโตแล้วนะ หนู 40 แล้วนะ” (เมย์ : “42 แล้ว”)

ตอนนั้นมีความรู้สึกว่าโกรธที่ทำไมพูดแบบนี้ แต่เรากลับมาคิดว่าสิ่งที่ลูกพูด เราควรจะกลับมาคิดไหม พอเราคิดแล้วมันใช่ เพราะว่าเราควรจะปล่อยให้ลูกได้ตัดสินใจเอทุกอย่าง การที่แม่บอกเขาต้องทำนั่น ทำนี่ ทำนู่น เพราะว่าเราห่วงเขาเกินไป เพราะว่าตัวเขาเองเขาไม่มีคุณพ่อ ไม่มีคนปรึกษา ก็มีเรากันสองคน พอเช้าขึ้นมา เราก็ไปเคี่ยวเข็ญเขาว่าต้องตื่นเวลานั้นเวลานี้ ก็เรื่องงานทั้งนั้นที่บอกเขา ตรงนี้เราผิด เราไปกดดันเขาเกินไปหรือเปล่า แม่ก็เลยกลับมาลดตัวเองว่าปล่อยให้เขาตัดสินใจ ให้เขาดำเนินชีวิตของเขาเอง ด้วยความคิดของเขาเอง ให้เขาพร้อม มันก็เลยทำให้ทุกอย่างซอฟต์ลง อันนี้คือแม่ปรับที่ตัวของแม่ก่อน (เมย์ : “ปรับเยอะเลยค่ะ”)

แล้วมีวันหนึ่งที่คุณแม่ไปปฏิบัติธรรม ที่เสถียรธรรมสถาน อันนั้นก็ทะเลาะกัน คุณแม่ก็ออกไป แต่ว่าการออกไปครั้งนี้ คุณแม่คิดว่าเราควรจะไปในที่ที่เรามีสติหรือเปล่า ก็เลยทำให้แม่ไปที่เสถียร แล้วแม่ชีท่านบอกว่า แม่ก็ไปบอกว่าลูก ทำไมลูกถึงอย่างงั้นอย่างงี้อย่างงู้น บอกว่า ชีวิตเป็นของลูกนะ เราต้องเปลี่ยนที่ตัวเรา เราจะต้องให้เขาตัดสินใจเอง เราให้กำเนิดเขามาก็จริง แต่การตัดสินใจ คือลูกต้องตัดสินใจเอง ลูกต้องใช้ชีวิตของเขาเอง ปล่อยเขา เรามีหน้าที่แค่เขาผิดพลาดอะไรเราให้กำลังใจเขา โอบกอดเขา นั่นแหละทำให้คุณแม่กลับมาเปลี่ยนตัวเองทุกอย่างเลย ก็เลยทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้นค่ะ คือเราสองคนไม่ได้ให้สัญญาอะไรกัน แต่เราใช้การกระทำที่เราปรับตัวเอง และเขาก็ปรับตัวเองเยอะมาก สิ่งอะไรที่เราไม่ชอบ เขารู้ด้วยตัวเองอัตโนมัติ (เมย์ : “หนูว่าหนูไม่ได้เยอะ”)

เขาปรับเยอะมาก คุณแม่ว่าการกระทำสำคัญนะ สำคัญกว่าคำมั่นสัญญา ต่อไปถ้าคุณแม่หายไป ก็บอกเขาว่าไปเจอคุณแม่ที่โรงพยาบาลศัลยกรรม (หัวเราะ)” (เมย์ : “ไปเติม คุณแม่ทำฟิลเลอร์ปากมา (หัวเราะ)”) ทำให้กลับมาดูแลใจตัวเอง แล้วก็ตัวเอง เมื่อก่อนปล่อยตัวเองทั้งร่างกายแล้วก็จิตใจ เพราะพอเราไปยึดติดอยู่กับลูก อันนี้คุณแม่ว่าสำคัญนะ พอสุขภาพจิตเราดี เราจะมองทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดเลย (เมย์ : “นี่หน้ามันยังบวมอยู่ เพราะเพิ่ง 22 วันเองค่ะ (หัวเราะ) ยังตึง ๆ อยู่เลย”)