สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ว่า ชาวตุรกีผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งประมาณ 64 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งประเทศเกือบ 85 ล้านคน ทยอยออกไปใช้สิทธิลงคะแนน การเลือกตั้งแห่งชาติ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติชุดใหม่ทั้ง 600 ที่นั่ง และการเลือกตั้งประธานาธิบดี หากไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนเกิน 50% ตั้งแต่รอบแรก จะมีการชิงชัยในรอบตัดสิน ที่จะเป็นการแข่งขันระหว่างผู้สมัครสองคน ซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดจากรอบแรก ในวันที่ 28 พ.ค. นี้


ขณะที่บรรดานักวิเคราะห์ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การเลือกตั้งทั่วไปของตุรกีครั้งนี้ ถือเป็น “การลงประชามติ” ต่อการอยู่ภายใต้อำนาจการบริหารยาวนาน 2 ทศวรรษ ของพรรคความยุติธรรมและการพัฒนา (เอเคพี) และประธานาธิบดีเรเซป เทย์ยิป เออร์โดกัน ผู้นำอนุรักษนิยมและครองอำนาจยาวนานที่สุด ในประวัติศาสตร์การเมืองของตุรกี

หญิงชาวตุรกีหย่อนบัตรลงคะแนน ที่หน่วยเลือกตั้งแห่งหนึ่ง ในเมืองอิสตันบูล


อย่างไรก็ดี ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เออร์โดกันวัย 69 ปี สร้างความเจริญให้กับตุรกีในทุกด้าน ควบคู่ไปกับการสร้างอิทธิพลทางการเมือง จนตุรกีกลายเป็นหนึ่งในประเทศซึ่งมีบทบาทอย่างมากทางภูมิศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ ตั้งแต่วิกฤติการณ์ในซีเรียไปจนถึงยูเครน


กระนั้น ความวุ่นวายและตึงเครียดทางการเมืองภายในตุรกี หลังความพยายามรัฐประหาร เมื่อปี 2559 ที่รัฐบาลตอบสนองด้วยการ “กวาดล้างครั้งใหญ่” ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เรียกเสียงวิจารณ์และสร้างความไม่พอใจอย่างหนัก ให้กับหลายฝ่ายทั้งในและต่างประเทศ


อนึ่ง จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ สามารถเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาว ย้อนกลับไปยังการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อปี 2561 สถิติผู้ออกมาใช้สิทธิสูงถึง 86% และเออร์โดกันชนะตั้งแต่รอบแรก ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุน 52.59%.

เครดิตภาพ : AFP