สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 พ.ค. ว่า แผนการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการโต้เถียงเป็นเวลาหลายปี โดยมีหลายรัฐที่ไม่ยอมอ่อนข้อ แม้ระดับน้ำจะลดลงจนถึงระดับวิกฤติ จนส่งกระทบต่อแหล่งน้ำดื่มสำหรับประชาชนราว 40 ล้านคน และการผลิตไฟฟ้าทั่วภาคตะวันตกของสหรัฐ

ภายใต้ข้อเสนอข้างต้น รัฐบาลกลางของสหรัฐจะจ่ายเงิน 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 41,600 ล้านบาท) ตามรายงาน ให้กับเขตน่านน้ำ, ชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกัน และเมืองต่าง ๆ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย, รัฐเนวาดา และรัฐแอริโซนา เพื่อทำให้ใช้น้ำน้อยลงในช่วง 3 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งอีกหลายรัฐจะลดการใช้น้ำเช่นกัน แม้พวกเขาจะไม่ได้รับค่าชดเชยก็ตาม

ทั้งนี้ การผันน้ำจากแม่น้ำโคโลราโด จะลดลงราว 3 ล้านเอเคอร์-ฟุต หรือคิดเป็นประมาณ 13% ของปริมาณน้ำทั้งหมดในแม่น้ำ

นายกาวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวแสดงความยินดีต่อข้อตกลงดังกล่าวว่า พื้นที่ฝั่งตะวันตกทั้งหมดของสหรัฐ คือแนวหน้าของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และทุกรัฐต้องทำงานร่วมกันเพื่อจัดการวิกฤติเช่นนี้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบสุดขั้ว ระหว่างภัยแล้ง กับอุทกภัย

“รัฐแคลิฟอร์เนียก้าวขึ้นมาดำเนินการลดการใช้น้ำอย่างมาก และในตอนนี้ ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ ระหว่างรัฐแคลิฟอร์เนีย กับรัฐลุ่มน้ำตอนล่างอื่น ๆ จะช่วยรักษาแหล่งน้ำสำคัญของชาวอเมริกันหลายล้านคน ขณะที่พวกเราทำงานร่วมกัน เพื่อรับประกันความยั่งยืนในระยะยาวของระบบแม่น้ำโคโลราโด สำหรับหลายทศวรรษข้างหน้า” นิวซัม กล่าวเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์หลายคนระบุว่า ฤดูหนาวที่เปียกชื้นทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐ ช่วยลดแรงกดดันต่อระบบแม่น้ำโคโลราโดได้บางส่วน แต่มันเป็นเพียงการบรรเทาชั่วคราว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศซึ่งเกิดจากน้ำมนุษย์ ยังคงทำให้แนวโน้มความแห้งแล้งระยะยาวในภูมิภาครุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

เครดิตภาพ : AFP