สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ว่า น.ส.คาริน ฌอง-ปิแอร์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวถึงการแก้ไขสถานการณ์เพดานหนี้ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ไม่มีแผนใช้อำนาจ ตามบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 เพื่อหาทางออกจากวิกฤติครั้งนี้ “เนื่องจากเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาระยะสั้นเท่านั้น”


อย่างไรก็ดี หากไบเดนใช้อำนาจดังกล่าว จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐ ซึ่งจะเป็นการสั่งการตรงไปยังกระทรวงการคลัง ให้สามารถชำระหนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอการอนุมัติจากสภาคองเกรส ทว่าอาจต้องแลกด้วยความเสี่ยงของการถูกฟ้องร้อง

อนึ่ง ผู้นำสหรัฐพบหารือกับ นายเควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทว่ายังไม่มีความคืบหน้าอย่างสร้างสรรค์มากนัก โดยมีรายงานว่า ต่างฝ่ายต่างยังปฏิเสธยอมรับเงื่อนไขของกันและกัน


ทั้งนี้ พรรครีพับลิกันซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ยืนกรานว่า รัฐบาลพรรคเดโมแครตต้องยอมรับเงื่อนไข การใช้จ่ายงบประมาณส่วนกลางสำหรับปีงบการเงิน 2567 ที่น้อยกว่าปี 2566 และจำกัดการเพิ่มค่าใช้จ่ายสำหรับปีงบประมาณต่อไป ต้องไม่เกิน 1% ซึ่งจะสามารถประหยัดเงินได้ 4.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 166 ล้านล้านบาท )

ขณะที่ทำเนียบขาวยื่นเงื่อนไขกลับว่า จะยอมระงับการใช้จ่ายในส่วนที่พรรครีพับลิกันต้องการ แต่ต้องมีการขึ้นภาษีบริษัทขนาดใหญ่ และผู้มีฐานะร่ำรวย ทว่าพรรครีพับลิกันปฏิเสธ


นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่า รัฐบาลพรรคเดโมแครตจะยอมปรับลดงบประมาณการใช้จ่าย สำหรับโครงการภายในประเทศหลายโครงการ แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องมีการลดงบประมาณบางส่วนของกระทรวงกลาโหมด้วย อย่างไรก็ตาม พรรครีพับลิกันต้องการเพิ่มงบประมาณสนับสนุนกองทัพ และการควบคุมพรมแดนต่อไป


ด้าน กระทรวงการคลังสหรัฐเน้นย้ำว่า หากไม่มีการขยายเพดานหนี้ จากระดับปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 31.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1,086 ล้านล้านบาท ) รัฐบาลวอชิงตันจะไม่มีศักยภาพชำระหนี้ ในวันที่ 1 มิ.ย. ที่จะถึง.

เครดิตภาพ : AFP