สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ว่าสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกแถลงการณ์ว่า นางโนลีน เฮย์เซอร์ จะปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้แทนพิเศษด้านกิจการเมียนมา จนถึงวันที่ 12 มิ.ย. นี้ “เป็นวันสุดท้าย” นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มีความซาบซึ้งใจอย่างสูงสุด และขอบคุณเฮย์เซอร์จากใจ สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในนามของสันติภาพและเพื่อชาวเมียนมา
ทั้งนี้ เฮย์เซอร์ นักการทูตอาวุโสชาวสิงคโปร์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) ได้รับการแต่งตั้งจากกูเตร์เรส ให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนพิเศษด้านกิจการเมียนมาของยูเอ็น เมื่อเดือน ต.ค. 2564
เฮย์เซอร์เยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งเธอได้เข้าพบ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและนายกรัฐมนตรีเมียนมา ตลอดจนทหารระดับสูงอีกหลายนาย ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร แต่การที่เธอเรียกร้องการปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี ได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากรัฐบาลทหารเช่นกัน
UN special envoy for Myanmar to step down: UN chief spokesman https://t.co/4z9J8ATEMG pic.twitter.com/6m8DAAqTQo
— CNA (@ChannelNewsAsia) May 31, 2023
ขณะที่ก่อนการเยือนเมียนมา เฮย์เซอร์เดินทางมายังประเทศไทย เมื่อเดือน ม.ค. 2565 เข้าพบหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย โดยเธอกล่าวว่า บทบาทของไทยมีความสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤติการณ์ในเมียนมาเลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากสถานการณ์ของเมียนมาที่ไร้เสถียรภาพจากภายใน จะยิ่งสั่นคลอนบรรยากาศตามแนวพรมแดนระหว่างทั้งสองประเทศ ให้สั่นคลอนมากยิ่งขึ้นไปอีก
อนึ่ง นอกเหนือจากการเป็นประเทศซึ่งมีพรมแดนติดกับเมียนมามากที่สุดแล้ว กองทัพเมียนมากับกองทัพไทย “มีความสัมพันธ์กันมายาวนาน” อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในเมียนมา เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 รัฐบาลไทยรักษาท่าทีอย่างมาก ในการให้ความเห็นต่อสาธารณชน เกี่ยวกับวิกฤติการณ์ในเมียนมา.
เครดิตภาพ : AFP



