ต้องบอกว่าเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ฉบับคนแสดง ที่เผชิญหน้าดราม่าหนักหน่วงที่สุดอีกคนนึง สำหรับ “แอเรียล” โดยภาพยนตร์ “The Little Mermaid” เวอร์ชั่นไลฟ์ แอ๊คชั่น ที่ได้ ฮัลลี เบลลีย์ ศิลปินและนักแสดงผิวดำ ชาวอเมริกัน-แอฟริกัน มารับบทเงือกน้อย “แอเรียล” ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เดือดยิ่งกว่าลาวา มีทั้งคนที่ชื่นชมถึงการยอมรับและเชิดชูความหลากหลายทางเชื้อชาติและสีผิวของ “ดิสนีย์” ขณะเดียวกันก็มีสาวกของ “เจ้าหญิงแอเรียล” อีกไม่น้อยที่ผิดหวัง เพราะไม่ตรงกับภาพความทรงจำในวัยเด็ก และไม่เคารพต้นฉบับ ที่มีต้นกำเนิดมาจากนิทานพื้นบ้านแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งภาพลักษณ์ “แอเรียล” ต้องเป็นเงือกสาวช่างฝันที่มีผิวขาว นัยน์ตาฟ้า และผมแดงอันเป็นเอกลักษณ์ โดยนับแต่ประกาศผู้รับบท “แอเรียล” ในวันแรก ตราบจนวันนี้ที่หนังเข้าโรงภาพยนต์ฉายทั่วโลกแล้ว แต่ดราม่าก็ยังคละคลุ้งอยู่ตลอด โดยเฉพาะการโต้เถียงประเด็นไม่ชอบ “แอเรียลผิวดำ” เป็นการเหมารวมว่า “เหยียด” เชื้อชาติหรือไม่

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจ ที่แฟนๆ ถกเถียงกัน คือการยืนยันที่จะ “ถักผมทรงเดรดล็อก” ของ ฮัลลี เบลลีย์ ในการเป็นนางเงือก เพื่อรักษาอัตลักษณ์ของเธอไว้ มากกว่าจะยอมทำตามต้นฉบับ ที่มีผมสลวยสีแดงสด ซึ่งการทำทรงเดรดล็อกของเธอนั้น มีมูลค่าสูงถึง 150,000 ดอลลาร์  (ราว 5.2 ล้านบาท) กับการต่อผมยาว 30 นิ้ว และการผสมเฉดสีให้เข้ากับผมของเธอด้วย ซึ่งกระบวนการนั้นกินเวลาร่วม 14 ชั่วโมง!

โดย คามิล เฟรนด์ หัวหน้าทีมดูแลผมสำหรับการแสดงในบท “แอเรียล” ได้บอกว่า เหตุผลที่ไม่อยากใช้วิก หรือเปลี่ยนโครงสร้างผมของ ฮัลลี ก็เพราะว่าพวกเขามองว่า ผมของ ฮัลลี ถือเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของเธอ พวกเขาจึงตัดสินใจใช้วิธีนำผมต่อ มาพันรอบทรงเดรดล็อกของเธอแทน

เช่นเดียวกับ ฮัลลี ที่แสดงเจตจำนงว่าเธอไม่อยากใส่วิก และต้องการทำผมทรงเดรดล็อก เพื่อคงวัฒนธรรมของคนผิวดำเอาไว้ โดย ฮัลลี เองเคยให้สัมภาษณ์ว่า การที่เธอได้ไว้ทรงผมตามธรรมชาติของเธอ เป็นสิ่งสำคัญมาก และเธอเองก็รู้สึกขอบคุณผู้กำกับ ร็อบ มาร์แชล จริงๆ เนื่องจากเขาเองอยากก็ให้ ฮัลลี ยังคงไว้ผมทรงเดรดล็อก มันสำคัญเสมอที่จะมีใครสักคนเห็นด้วยกับสิ่งนี้ เธอไว้ผมทรงเดรดล็อกนี้มาตั้งแต่ 5 ขวบ เพราะฉะนั้นมันเลยเป็นส่วนสำคัญในตัวของเธอ “เราจำเป็นต้องสามารถเห็นตัวเองได้ เราต้องสามารถเห็นผมของเราบนหน้าจอใหญ่ๆ แบบนี้ได้ เพื่อให้เราได้รับรู้ว่ามันงดงามและน่ายินดีมากๆ ค่ะ” ฮัลลี ได้เคยกล่าวไว้  ซึ่งนี่ยังถือเป็น “ครั้งแรก” ที่แฟนๆ จะได้เห็นเจ้าหญิงดิสนีย์ไว้ผมทรงผมเดรดล็อกด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้กลายมาเป็นข้อถกเถียงอย่างดุเดือด มีคนแสดงความคิดเห็นหลากหลาย เช่น ฮัลลี ต้องเป็นส่วนหนึ่งของตัวละคร ไม่ใช่ตัวละครต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของเธอ รวมทั้งมองว่าการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการลบอัตลักษณ์ภายทางด้านกายภาพของตัวละครต้นฉบับ ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายเสียงที่เห็นด้วยกับเธอ เช่นเดียวกับ โลลิ ธาร์ปส์ นักเขียนชาวอเมริกัน ก็ได้แสดงทรรศนะว่า ทรงผมของชาวแอฟริกันถือเป็นส่วนสำคัญในวัฒนธรรมของคนดำ ที่บ่งบอกตั้งแต่ชนเผ่าไปจนถึงสถานะในชุมชน แต่เมื่อคนผิวดำถูกจับเป็นทาส ชาวยุโรปได้โกนศีรษะของพวกเขา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการลบล้างอัตลักษณ์และลดคุณค่าความเป็นมนุษย์  ดังนั้นมันจึงไม่ใช่แค่เรื่องทรงผม แต่ถือเป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมและการต่อสู้ทางการเมืองของคนผิวดำ  

ซึ่งประเด็นที่ ฮัลลี เลือกจะรักษาลักษณะทางชาติพันธุ์และตัวตนของเธอ มากกว่าการทำตามอัตลักษณ์ของตัวละครต้นฉบับดังกล่าวนี้ ยังถูกหยิบยกมาโต้ถึงอย่างเผ็ดร้อนในโลกออนไลน์ โดยได้มีการนำนักแสดงหลายคน ทั้งที่ยอมปรับลักษณะทางกาย เพื่อปรับให้เข้ากับบทบาทที่ได้รับ และอีกหลายกรณีที่เลือกปรับเปลี่ยนบทบาท โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์ของนักแสดงเอาไว้

เช่น เอมิเลีย คลาร์ก นักแสดงที่รับบท “แดเนรีส ทาร์แกเรียน” หรือแม่มังกรผู้โด่งดังจากซีรีส์ “Game of Thrones” โดย เอมิเลีย มีผมสีน้ำตาลเข้ม แต่เมื่อเธอมารับบทนี้ ก็ได้ย้อมผมเป็นสีแพลทินัมบลอนด์ เพื่อให้ตรงกับลักษณะของตัวละครในนิยาย ที่บรรยายเอาไว้ว่า “แดเนรีส” เป็นสาวงาม ที่มีผมสีเงินยวง ผิวขาว และมีนัยน์ตาสีม่วง สะดุดตา ซึ่งดวงตาสีนี้เป็นเอกลักษณ์ของตระกูลทาร์แกเรียน อย่างไรก็ดี หลังจากที่ เอมิเลีย สวมคอนแทคเลนส์สีม่วง ก็เกิดปัญหา ทางทีมงานจึงให้ “แดเนริส” เวอร์ชั่นซีรีส์ มีนัยน์ตาสีฟ้าแทน

ซึ่งกรณีนี้คล้ายคลึงกับ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ ผู้รับรับบทพ่อมดน้อย “แฮร์รี่ พอตเตอร์” อันแสนโด่งดัง ซึ่งตามนิยายต้นฉบับแล้ว แฮร์รี่ ต้องมีดวงตาสีเขียวเหมือนแม่ของเขา ตามที่แฟนๆ จะได้ยินมาโดยตลอด เวลาที่ใครพบก็จะพูดว่า “แฮร์รี่เธอมีดวงตาของแม่” แต่ทว่า เมื่อ แดเนียล ใส่คอนแทคเลนส์สีเขียว เขากลับเคืองตามาก จนใส่ไม่ได้ ท้ายสุดทีมงานจึงเลือกให้ “แฮร์รี่” มีตาสีฟ้าเหมือน แดเนียล เพื่อรักษาสุขภาพดวงตาของนักแสดงแทน

ขณะที่ในจักวาลภาพยนตร์ “Harry Potter” ยังมีกรณี ทอม เฟลตัน ที่มีผมสีน้ำตาลเข้ม แต่เมื่อต้องมารับบท “เดรโก มัลฟอย” ที่มีผมสีบลอนด์ ทำให้เขาต้องกัดสีผมนานเป็นสิบปี เพื่อรับคาแรกเตอร์นี้เลยทีเดียว

รวมทั้ง สการ์เล็ต โจแฮนสัน ที่มีผมสีน้ำตาลเชสท์นัท ก็ย้อมเป็นผมมีสีแดง เพื่อมารับบท “นาตาชา โรมานอฟ” หรือ “แบล็ควิโดว์” สายลับตัวแม่ชาวรัสเซีย แห่ง “Avengers” ที่มักมาพร้อมผมสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ เป็นต้น

รวมทั้งยังมี โรเบิร์ต แพตทินสัน พระเอกหนุ่มสุดหล่อ ที่มารับบท “เพรสตัน ทีการ์ดีน” นักเทศน์ใจบาป ที่ชอบล่วงละเมิดทางเพศเด็กสาว ในซีรีส์ “The Devil All the Time” โดยเขาได้ศึกษาก่อนดัดเสียง โดยใช้สำเนียงของคนทางใต้ ที่แหลมสูง เป็นสำเนียงพูดตัวละครที่เขาแสดง และยังมีกรณีของเหล่านักแสดงสาย Method Acting ที่มักเพิ่มลดน้ำหนัก เพื่อสวมคาแรกเตอร์ที่ตัวเองแสดง อาทิ คริสเตียน เบล ที่เคยลดน้ำหนักเหลือ 66 กิโลกรัม จนรูปร่างผอมโซ เพื่อมารับบทคนติดยาใน “The Fighter” และต่อมาเมื่อต้องมารับบท รองประธานาธิบดีสหรัฐ “ดิ๊ก เชนีย์” ในภาพยนตร์ “Vice” เขาก็เพิ่มน้ำหนัก จนกลายเป็นนักการเมืองที่อ้วนฉุ  

รวมไปถึง วาคิน ฟีนิกซ์ ที่เคยลดน้ำหนักไปถึง 24 กิโลกรัม เพื่อรับบท “อาร์เธอร์ เฟล็ค”  หรือ “โจ๊กเกอร์” ในภาพยนตร์ “Joker” ที่ถูกตีความใหม่ว่าเป็นนักแสดงตลก ที่เป็นคนชายขอบ โดนรังแก ในสังคมที่เน่าเฟะ ก่อนที่จะกลายมาเป็น “เจ้าชายแห่งอาชญากรรม” จนทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากเวทีออสการ์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มีอีกหลายเรื่องไม่น้อยที่ปรับคาแรกเตอร์มาเพื่อให้ตรงกับตัวตนและอัตลักษณ์ของนักแสดงที่มารับบทบาท ที่เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น “Eternals” ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ ฟอร์มยักษ์จากจักรวาล “มาร์เวล” ที่สะท้อนถึงความหลากหลายอันงดงาม และคาแรกเตอร์ส่วนใหญ่ถูกปรับเปลี่ยนจากคอมมิค ให้เข้ากับนักแสดงที่มารับบทเกือบทั้งหมด อาทิ ไบรอัน ไทรี เฮนรี ที่รับบท “ฟาสโตส” อัจฉริยะนักประดิษฐ์ ซูเปอร์ฮีโร่เกย์คนแรกของจักรวาลมาร์เวล ซึ่งเขาได้ถาม โคลอี เจา ว่าเขาต้องลดน้ำหนักเท่าไหร่สำหรับบทนี้ แต่ผู้กำกับคนดังกลับตอบว่า “เราต้องการในแบบที่คุณเป็น”  

ไบรอัน บอกว่าสิ่งนี้มีความหมายต่อเขา “การเป็นคนผิวดำ แล้วใครสักคนมองมาที่คุณ แล้วบอกว่า ‘เราอยากได้ในแบบที่คุณเป็น’ เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน มันกระตุ้นให้ผมกลายเป็นเด็กอายุ 11 ขวบ ที่กำลังดูหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่ไม่เคยเห็นใครที่เหมือนผมถูกสะท้อนออกมา ผมหวังว่าวันหนึ่งจะมีใครสักคนที่เป็นตัวแทนของผมและเป็นในแบบที่ผมเป็น ผมเชื่อว่าช่วงเวลานั้นได้เริ่มต้นขึ้นตอนที่นั่งคุยกับ โคลอี…”

ส่วน ริชาร์ด แมดเดน นักแสดงชาวสกอตแลนด์ ที่มารับบท “อิคาริส” ผู้ทรงพลังและแข็งแกร่ง สามารถปล่อยแสงออกจากตาและบินได้ ทาง “มาร์เวล” ก็ไม่เคยขอให้เขาย้อมสีผมเป็นสีบลอนด์ตามคอมิคเลย โดย ริชาร์ด ใช้สีผมตามธรรมชาติของเขาที่มีผมขาวแซม และเขายังใช้สำเนียงสกอต บ้านเกิดของเขาในหนังอีกด้วย เช่นเดียวกับ ซัลมา ฮาเย็ค นักแสดงเชื้อสายเม็กซิกัน ที่มารับบท “เอแจ็ก” ผู้นำกลุ่ม “Eternals” ที่ปรับบทจากผู้ชายในคอมิคมาเป็นผู้หญิง ซึ่งเธอถึงกับร้องไห้ตอนที่ได้เห็นตัวเองในชุดซูเปอร์ฮีโร่ครั้งแรก พร้อมเผยว่าการได้เห็นใบหน้าตัวเอง ใบหน้าของคนผิวสีน้ำตาลในชุดซูเปอร์ฮีโร่ มันดึงความทรงจำตอนเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่กล้ามีความฝันใหญ่ๆ และเห็นใบหน้าเด็กผู้หญิงทุกคน ทำให้เธอตระหนักว่าการที่ประตูสู่บทนี้เปิดออก มันไม่ใช่สำหรับเธอเพียงคนเดียว แต่สำหรับชาวลาติโน่ทุกคน ที่รอช่วงเวลานี้มานาน และเธอยังได้ใช้สำเนียงเม็กซิกันในเรื่องอีกด้วย

ส่วน แบร์รี่ คีโอแกน นักแสดงชาวไอริช รับบท “ดรูอิก” ที่มีพลังควบคุมจิตใจ ก็ใช้สำเนียงไอริชเช่นกัน โดย เขาเผยว่า “การได้ใช้สำเนียงของตัวเองเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก สำเนียงไอริชนั้นงดงาม และมันเป็นเรื่องที่ดีที่ได้ใช้อัตลักษณ์ของตัวเอง” ขณะที่ “มัคคารี” ฮีโร่ที่มีพลังเร็ว ซึ่งในเวอร์ชั่นคอมิคเป็นผู้ชาย แต่ในหนังเรื่องนี้ได้ ลอเรน ริดลอฟฟ์ นักแสดงสาวหูหนวกชาวอเมริกัน เชื้อสายเม็กซิกัน-แอฟริกัน มารับบทดังกล่าว เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมี กรณี แดเนียล เคร็ก ที่มารับบทเป็นสายลับ 007 “เจมส์ บอนด์” ในภาพยนตร์แฟรนไชส์ “James Bond” ซึ่งบอกเลยว่าเขานั้นไม่ตรงกับคาแรกเตอร์หนุ่มบอนด์อย่างแรง ซึ่งสายลับ “เจมส์ บอนด์” นั้นลักษณะเฉพาะ คือสูงถึง 183 เซนติเมตร น้ำหนัก 76 กิโลกรัม นัยน์ตาสีฟ้า และผมสีดำ แต่ทว่า แดเนียล นั้นสูงเพียง 178 เซนติเมตร มีผมสีบลอนด์ และมีอายุ รูปร่างกำยำ ดูดุดันมากกว่าจะเป็นสายลับเจ้าสำอาง ซึ่งในตอนแรกเขาโดนวิจารณ์แบบฉ่ำๆ ว่าไม่เหมาะกับบทนี้ แต่ทว่าเขากลายเป็นหนึ่งในตำนานของ “เจมส์ บอนด์” ที่เจ๋งสุดๆ

โดยภาพยนตร์เวอร์ชั่นที่ แดเนียล แสดงประสบความสำเร็จอย่างสูง เขาลบภาพจำของสายลับ 007 เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ออกไป กลายเป็น “เจมส์ บอนด์” ที่ดิบเถื่อน และ แดเนียล ยังขึ้นแท่นนักแสดงที่สวมบท “เจมส์ บอนด์” ยาวนานที่สุดถึง 15 ปี ด้วยภาพยนตร์ 5 เรื่อง ทำเงินไปกว่า 110 ล้านดอลลาร์ โดยเขาได้รับบทเป็น “เจมส์ บอนด์” ในภาคสุดท้าย “No Time to Die” ในวัย 53 ปี! 

แต่ละฝ่ายล้วนมีเหตุผลในการซัพพอร์ตความคิดของตัวเอง แล้วคุณล่ะ! คิดว่าควร “เคารพต้นฉบับ” หรือ “รักษาตัวตนและอัตลักษณ์ชาติพันธุ์” มากกว่ากัน

ภาพ : Marvel Studios, Disney, Warner Bros., Netflix,  ANNAPURNA PICTURES, hallebailey