เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ภายหลังปิดหีบการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 26 เรื่อง “เลือกตั้ง กทม. 69 โค้งสุดท้าย : ทิศทางการเลือกผู้ว่าฯ และ ส.ก. คนใหม่ (ครั้งที่ 3)” ซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 22-25 มิ.ย. 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 2,150 ตัวอย่าง ครอบคลุมทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร โดยย้ำว่าการจัดทำโพลมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนอย่างเป็นกลาง ไม่ได้มุ่งชี้นำทางการเมือง
ผลสำรวจพบว่า สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มีแนวโน้มคะแนนนิยมเริ่มตกผลึกอย่างชัดเจน โดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับความนิยมสูงสุด 53.6% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการสำรวจครั้งก่อน และมีคะแนนนำคู่แข่งอย่างชัดเจน ตามด้วย ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร 12.0%, ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข 9.8%, นายอนุชา บูรพชัยศรี 6.6%, ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี 2.3% และผู้สมัครรายอื่นรวมกัน 9.9% ขณะที่กลุ่มผู้ยังไม่ตัดสินใจลดลงเหลือเพียง 4.9%
อย่างไรก็ตาม KPI Poll ระบุว่า แม้คะแนนนิยมของผู้สมัครจะเริ่มนิ่ง แต่ผลสำรวจยังไม่อาจชี้ขาดผลเลือกตั้งได้ เนื่องจากปัจจัยสำคัญในช่วงโค้งสุดท้าย คือ การออกมาใช้สิทธิของฐานผู้สนับสนุนแต่ละฝ่าย
สำหรับสนามเลือกตั้ง สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ผลสำรวจประเมินว่า มีแนวโน้มเกิด “สภาหลายขั้ว” โดยผู้สมัครจาก พรรคประชาชน คาดว่าจะได้ที่นั่งมากที่สุดประมาณ 22 ที่นั่ง (±2) รองลงมาเป็น กลุ่มคนทำงาน กทม. 10 ที่นั่ง (±2), พรรคเพื่อไทย 6 ที่นั่ง (±2), พรรคประชาธิปัตย์ 6 ที่นั่ง, กลุ่ม Better Bangkok 2 ที่นั่ง และ ผู้สมัครอิสระ อีกประมาณ 4 ที่นั่ง
ผลสำรวจยังสะท้อนว่า แม้สนามผู้ว่าฯ จะมีทิศทางค่อนข้างชัดเจน แต่สนาม สก. ยังมีการแข่งขันสูงและกระจายตัวหลายพรรค ส่งผลให้ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่อาจต้องเผชิญความท้าทายในการประสานงานกับสภา กทม. ที่ไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด
ในด้านฐานคะแนนนิยม พบว่า นายชัชชาติ ยังคงรักษาฐานเสียงเดิมได้อย่างเหนียวแน่น โดยผู้ที่เคยเลือกเมื่อปี 2565 ถึง 80.2% ยังคงเลือกเช่นเดิม อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลากหลายกลุ่ม ทั้งฐานข้ามพรรค ทุกช่วงอายุ และทุกพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร
ขณะที่ ดร.โจ ชัยวัฒน์ มีจุดแข็งในกลุ่มคนรุ่นใหม่และฐานผู้สนับสนุนพรรคประชาชน โดยเฉพาะผู้มีอายุ 18-27 ปี ซึ่งได้รับคะแนนนิยมสูงสุดในกลุ่มนี้ที่ 18.3% รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากฐานผู้เลือกพรรคก้าวไกลเดิมและผู้เลือกพรรคประชาชนในการเลือกตั้ง สส. ครั้งล่าสุด
KPI Poll สรุปว่า ภาพรวมของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในช่วงโค้งสุดท้ายสะท้อนว่าคะแนนนิยมของผู้สมัครเริ่มตกผลึก ขณะที่จำนวนผู้ยังไม่ตัดสินใจลดลงอย่างมาก แต่หลังการเลือกตั้ง ความท้าทายสำคัญจะไม่ได้อยู่เพียงว่าใครจะชนะตำแหน่งผู้ว่าฯ เท่านั้น หากยังรวมถึงความสามารถในการบริหารกรุงเทพมหานครร่วมกับสภา กทม. ที่มีองค์ประกอบหลากหลาย และการผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชนในระยะต่อไป.



