สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ว่า กระทรวงกลาโหมอิสราเอล ซึ่งดูแลและอนุมัติการส่งออกของอุตสาหกรรมด้านการป้องกันของประเทศ ระบุว่า 25% ของข้อตกลงทั้งหมดเป็นระบบโดรน โดยที่ขีปนาวุธ, จรวด และระบบป้องกันภัยทางอากาศ คิดเป็นสัดส่วนอีก 19%

ตัวเลขของกระทรวงแสดงให้เห็นว่า การส่งออกอาวุธของอิสราเอลเพิ่มขึ้น 2 เท่า ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ขณะที่รายละเอียดปลีกย่อย เผยให้เห็นถึงการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ในกลุ่มประเทศของ “ข้อตกลงอับราฮัม” จาก 853 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 30,000 ล้านบาท) หรือ 9% เมื่อปี 2564 เป็น 2,960 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 103,000 ล้านบาท) หรือ 24% ในปี 2565

อนึ่ง ข้อตกลงอับราฮัม คือ ข้อตกลงที่มีสหรัฐเป็นคนกลาง เมื่อปี 2563 ในสมัยรัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งช่วยให้อิสราเอลสามารถสถาปนาความร่วมมืออย่างเต็มรูปแบบ และเป็นทางการ กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี), บาห์เรน และโมร็อกโก

“ความไม่แน่นอนทั่วโลก เป็นสิ่งที่เพิ่มความต้องการระบบป้องกันภัยทางอากาศ, โดรน, อากาศยานไร้คนขับ (ยูเอวี) และขีปนาวุธของอิสราเอล ซึ่งพวกเราดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาขีดความสามารถของเรา และเสริมความแข็งแกร่งให้กับอาวุธเหล่านั้น” นายเอยาล ซามีร์ ปลัดกระทรวงกลาโหมอิสราเอล กล่าวในแถลงการณ์.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES