สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ว่า รายงานโดยศูนย์บริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของสถาบันสถาบันโคเปอร์นิคัสแห่งสหภาพยุโรป (อียู) ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย. สูงเป็นประวัติการณ์ เมื่อเทียบกับสถิติของช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งย้อนหลังไปถึงปี 2483 เป็นอย่างน้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุณหภูมิเฉลี่ยของโลก เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. และ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 0.4 องศาเซลเซียส สูงสุดเป็นสถิตินับตั้งแต่สถาบันสถาบันโคเปอร์นิคัสเคยบันทึกไว้ ขณะเดียวกัน รายงานระบุด้วยว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกช่วงต้นเดือนนี้ สูงขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม
????????️ Global mean temperature exceeded 1.5 degrees threshold during the first days of June. Monitoring how often and for how long these breaches occur is more important than ever, if we are to avoid more severe consequences of the climate crisis.
— Copernicus ECMWF (@CopernicusECMWF) June 15, 2023
Read more: https://t.co/6hEdR9BPDG pic.twitter.com/xABH0CwQqg
ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 7-11 มิ.ย. ที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส โดยร้อนขึ้นมากที่สุด 1.69 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา
ย้อนกลับไปเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา สถาบันสถาบันโคเปอร์นิคัสเผยแพร่รายงานว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มสูงเป็นสถิติใหม่ในปีนี้ และปี 2567 เนื่องจากการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกทำสถิติร้อนขึ้นเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง 8 ปีล่าสุด และเป็นสถิติสูงสุด เมื่อปี 2559 ซึ่งประจวบเหมาะกับที่ปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนั้นมีความรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ จึงหมายความว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญปีนี้ จะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 2566 ร้อนกว่าปี 2559 ขณะที่ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิโลก ณ ปัจจุบัน ยังคงสูงกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมราว 1.2 องศาเซลเซียส.
เครดิตภาพ : AFP



