ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมประชุม Asia Video Summit 2023 ซึ่งเป็นเวทีการสัมมนาระดับนานาชาติเกี่ยวกับการพัฒนาด้านวีดิทัศน์ ซึ่งเป็นการรวมของผู้ประกอบการ นักวิชาชีพในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวีดิทัศน์ ตลอดจนองค์กรภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแลในภูมิภาคเอเชียและระดับโลก ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง
ทั้งนี้ได้มีการสำรวจความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมกว่า 180 คนจาก 22 ประเทศ ในประเด็นว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศใดมีแนวโน้มมากที่สุดที่จะประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมเนื้อหาในภูมิภาค เฉกเช่นกับความสำเร็จของเกาหลี ผลออกมาว่า ร้อยละ 40 ของผู้ร่วมโหวตตอบว่าประเทศไทย ในขณะที่ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ ตามมาเป็นอันดับที่ 2 ด้วยคะแนนร้อยละ 16 และอินโดนีเซีย ได้รับเลือกเป็นอันดับที่ 3 มีคะแนนร้อยละ 13 ส่วนตลาดอื่นๆ คือฮ่องกงและฟิลิปปินส์ ได้คะแนนร้อยละ 7 เท่ากัน ในขณะที่ไต้หวัน ได้คะแนนร้อยละ 6
ศ.ดร.พิรงรอง กล่าวต่อว่า เนื้อหาสื่อวีดิทัศน์ของไทยมีศักยภาพสูงมาก เห็นได้จากการเปิดรับอย่างกว้างขวางของตลาดต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก ตลอดจนรางวัลที่ได้รับจากเวทีระดับสากล แต่ยังขาดการส่งเสริมอย่างมียุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นผลส่วนหนึ่งจาก โครงสร้างของกลไกในภาครัฐที่เกี่ยวข้องที่มีหลายส่วน และต่างคนต่างทำโดยไม่ประสานให้มีทิศทางและเป้าหมายเดียวกัน (inter-agency problem) จึงจำเป็นจะต้องมีการพูดคุยเพื่อแสวงหาแนวทางที่สอดคล้องกันและจัดการให้มีการจัดสรรทรัพยากรสนับสนุนอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่ง กสทช. พร้อมที่จะเป็นตัวกลางให้เกิดการหารือดังกล่าว

“ผู้ที่อยู่ในวงการวีดิทัศน์นอกประเทศต่างก็ชื่นชมและมองว่าเราจะเป็นเหมือนเกาหลี ในแง่ของการพัฒนาเนื้อหาสู่สากล แต่เราต้องลงทุนและวางแนวทางที่ชัดเจนอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อสนับสนุนผู้เล่นจากประเทศเราให้แข่งขันได้”
ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กล่าวต่อว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมระบบนิเวศด้านสื่อที่เอื้อต่อการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมทั้งสำหรับผู้ประกอบการในประเทศและผู้ให้บริการจากต่างประเทศ
“การกำกับดูแลแบบ light touch หรือการกำกับดูแลแบบที่ไม่ไปควบคุมมากเกินไป เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความสร้างสรรค์และนวัตกรรมด้านเนื้อหาจากผู้เล่นในภาคอุตสาหกรรมเป็นสิ่งจำเป็น โดยอาจเป็นการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเอง ให้ผู้ประกอบกิจการทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมกำหนดกฎกติการ่วมกัน เป็นมาตรฐานกลางของชุมชนผู้ประกอบการ และ กสทช. และองค์กรภาครัฐจะเป็นผู้ส่งเสริมในเชิงทรัพยากรที่จำเป็น”



