สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ว่า จากกรณีตำรวจยิงสังหาร “นายนาเฮล เอ็ม” วัย 17 ปี ระหว่างเผชิญหน้ากันที่ด่านตรวจ ในเมืองน็องแตร์ ทางตะวันตกของกรุงปารีส เนื่องจากนาเฮลฝ่าฝืนกฎจราจร หลังจากนั้น รถยนต์ของนาเฮลเสียหลักพุ่งชนสิ่งกีดขวาง และเจ้าตัวเสียชีวิต เรื่องดังกล่าวจุดชนวนการประท้วงและการจลาจลตามเมืองใหญ่ในฝรั่งเศส นับจากนั้น
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส เรียกประชุมฉุกเฉินกับคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรียกร้องผู้ปกครองเพิ่มการให้ความดูแลบุตรหลาน เนื่องจากได้รับรายงานว่า ผู้ประท้วงซึ่งถูกจับกุมจำนวนไม่น้อย “ยังเด็กมาก” บางคนมีอายุเพียง 13 ปี และประณามกลุ่มผู้ก่อการจลาจล ที่อาศัยการเสียชีวิตของนาเฮล “เป็นข้ออ้างเพื่อก่อความรุนแรง”
ขณะเดียวกัน มาครงขอความร่วมมือไปยังบริษัทเครือข่ายสังคมออนไลน์ ให้ปิดกั้นหรือลบเนื้อหารุนแรง และช่วยแจ้งเบาะแส บุคคลที่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นสื่อกลางในการปลุกระดม และกล่าวว่า เจ้าหน้าที่จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อควบคุมสถานการณ์ กระนั้น ผู้นำฝรั่งเศสยังคงปฏิเสธ การใช้คำสั่งสถานการณ์ฉุกเฉิน
ด้านนายเฌราร์ ดาร์มาแน็ง รมว.มหาดไทยฝรั่งเศส กล่าวถึงการกระจายกำลังตำรวจ 45,000 นาย ลงพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อควบคุมสถานการณ์ ซึ่งมีการจับกุมผู้ก่อความไม่สงบอย่างน้อย 915 คน เฉพาะเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และเจ้าหน้าที่มากกว่า 200 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับมวลชน
ส่วนนางมูเนีย มารดาของนาเฮล กล่าวว่า เธอไม่เหมารวมว่าตำรวจทั้งองค์กร “เป็นผู้ร้าย” เธอขอเจาะจงเฉพาะกับบุคคลที่สังหารบุตรชายของเธอเท่านั้น และกล่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่วัย 38 ปี ซึ่งถูกดำเนินคดี “ฆาตกรรมโดยบันดาลโทสะ” สังหารบุตรชายของเธอ “เพียงเพราะมีใบหน้าของคนอาหรับ”
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น จุดประเด็นการวิจารณ์เกี่ยวกับ “การใช้อำนาจเกินขอบเขตของเจ้าพนักงาน” และทำให้หลายฝ่ายนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์จลาจลเมื่อปี 2548 ซึ่งมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 6,000 คน โดยมีชนวนเหตุจากการที่เด็กชายชาวแอฟริกันสองคนเสียชีวิตระหว่างการติดตามจับกุมของตำรวจ และกฎหมายควบคุมการใช้อาวุธฉบับปี 2560 ที่อนุญาตให้ตำรวจสามารถใช้อาวุธกับผู้ซึ่งขัดขืนคำสั่ง.
เครดิตภาพ : AFP








