วันนี้( 4 ก.ค.) รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) เปิดเผยว่า กรรมการ กสทช.เสียงข้างมาก 4 ราย ประกอบด้วย นายศุภัช ศุภชลาศัย กสทช.(ด้านเศรษฐศาสตร์) น.ส.พิรงรอง รามสูต กสทช.( ด้านกิจการโทรทัศน์) พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กสทช. (ด้านกิจการกระจายเสียง) และ นายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ กสทช.(ด้านกิจการโทรคมนาคม) ได้ร่วมลงนาม บันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ถึง เลขาธิการ กสทช. เรื่องความเห็นประกอบรายงานการประชุม กสทช. ครั้งที่ 14/2566 เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.66 และขอให้นำบันทึกหมายเหตุท้ายมติที่ประชุม ด้วย
โดยบันทึกข้อความมีเนิ้อหาที่สำคัญ ซึ่งกสทช.เสียงข้างมากทั้ง 4 ราย ยืนยันว่า มติที่ประชุมเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ ให้มีการเปลี่ยนตัวรักษาการเลขาธิการ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล จนกว่าการสอบสวนกรณีอนุมัติเงินสนับสนุนบอลโลก 600 ล้านบาท จะเสร็จสิ้นและ เห็นชอบ ให้แต่งตั้ง นายภูมิศิษฐ์ มหาเวศน์ศิริ เป็น รักษาการเลขาธิการ แทน และให้แต่งตั้ งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกับ นายไตรรัตน์ โดยมติที่ประชุมชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งในการพิจารณาก็ไม่มี กรรมการ กสทช. ท่านใดทักท้วงหรือคัดค้านในขณะนั้นว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
อีกทั้ง นายแพทย์ สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ก็ได้ร่วมพิจารณาลงมติเห็นชอบให้แต่งตั้ง นายภูมิศิษฐ์ เป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการกสทช. ด้วย แต่พบว่า ประธาน กสทช. กลับไม่เซ็นคำสั่งตามมติที่ประชุมโดยอ้างว่า เป็นอำนาจ ของประธานนั้น ถือว่าผิดกฎหมาย และอาจเข้าข่ายการ กระทำความผิดตามมาตรา 157
สำหรับการ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย นายไตรรัตน์ เพื่อเป็นการอำนวยความยุติธรรม ให้ ได้ใช้สิทธิ โต้แย้ง คัดค้าน และแสดงพยานหลักฐานของตนเองต่อไป แต่เมื่อ สำนักงาน กสทช. นำเสนอคำสั่ง ดังกล่าวต่อประธาน กสทช. เรียบร้อยแล้วแต่ไม่ลงนามในคำสั่ง เป็นเหตุให้นายไตรรัตน์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ รักษาการฯ อยู่ในปัจจุบัน โดยอ้างว่าประธาน กสทช. ยังไม่ลงนามในคำสั่ง
ซึ่งการปฏิบัติ หน้าที่ของนายไตรรัตน์ ดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายและมีผลผูกพันต่อคู่กรณีหรือไม่นั้น กสทช. ทั้ง 4 ราย จะไม่ขอยอมรับในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว และหากในภายภาคหน้า เกิดข้อโต้แย้งในเรื่องนี้ขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดความ เสียหายแก่ กสทช. และสำนักงาน กสทช. จะไม่ขอร่วมรับผิดชอบ และจะขอดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ ที่ฝ่าฝืนกฎหมายต่อไป

แหล่งข่าวจาก กสทช. กล่าวว่า เรื่องมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. เป็นการตีความตามข้อกฎหมายที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งการที่ ประธาน กสทช. ไม่ลงนามรับรองตามมติที่การประชุม อาจเห็นว่ากระบวนการยังไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องนี้มีทางออก ต้องไปดูตามข้อกฎหมาย และกฎระเรียบที่เกี่ยวข้อง หากยังไม่สามารถสรุปกันได้ ก็จะทำให้ยืดยื้อไม่เดินหน้า คาราคาซังอยู่แบบนี้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย ซึ่งทางออกก็คือ ต้องส่งเรื่องไปสอบถามที่ปรึกษากฎหมายของสำนักงาน กสทช. หรือ จะทำหนังสือถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ เพื่อให้ได้ข้อยุติ ไม่เช่นนั้นที่ประชุมบอร์ดครั้งต่อไป ก็ยังคงถกเถียงในเรื่องนี้ต่อไปไม่จบกันอีก
“ที่ผ่านมาก็มีหลายมติที่ประชุมที่มี กรรมการ กสทช.รายอื่นๆ ไม่ลงนามรับรองบันทึกการประชุมเช่นกัน ซึ่งเป็นสิทธิของ บอร์ด กสทช แต่ละคนจะมองว่าอย่างไร ซึ่งในการประชุมวันนั้นมีวาระเรื่องผลสอบสนับสนุนค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกของอนุกรรมการ แต่ไม่ได้เป็นมติของอนุกรรมการ เป็นความเห็นของอนุฯแต่ละคน และเสนอให้สำนักงาน กสทช.ดำเนินการต่อไป ไม่ใช่ให้บอร์ด กสทช.ดำเนินการ และก็ไม่มีวาระเรื่องที่ให้พิจารณาแต่งตั้งรักษาการแแทนเลขาธิการ กสทช.คนใหม่ ทำให้มองได้ว่าเมื่อไม่มีวาระเรื่องตั้งรักษาการ เลขาธิการ กสทช. แทนนายไตรรัตน์ แต่ที่ประชุมกลับนำเรื่องนี้มาพิจารณา อาจทำให้ประธาน กสทช. มองว่า ขั้นตอนในการประชุมวันนั้นไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น หากลงนามอาจส่งผลเสียหายตามมาภายหลังได้” แหล่งข่าวจาก กสทช. กล่าว



