สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงตูนิส ประเทศตูนิเซีย เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ว่า ข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งรวมถึงความช่วยเหลือทางการเงิน และโครงการริเริ่มด้านพลังงานหมุนเวียน มีขึ้นในขณะที่ตูนิเซียถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อพยพ นับตั้งแต่เดือน ก.พ. ที่ผ่านมา หลังประธานาธิบดีคาอิส ไซเอด ผู้นำตูนิเซีย กล่าวหาว่า “ฝูงชนผู้อพยพ” จากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคซับซาฮารา เป็น “แผนการ” ที่จะเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางประชากรของตูนิเซีย

ทั้งนี้ ตูนิเซียเป็นเส้นทางหลักสำหรับผู้อพยพที่พยายามเดินทางไปยังยุโรป ทว่าการปะทะกันระหว่างชาวตูนิเซียกับผู้อพยพเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากแรงจูงใจทางเชื้อชาติ ส่งผลให้ชาวตูนิเซียจำนวนมากต้องอพยพ หรือถูกขับไล่ไปยังพื้นที่ทะเลทราย ตามแนวชายแดนที่ติดกับแอลจีเรียและลิเบีย

นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) กล่าวที่ทำเนียบประธานาธิบดีตูนิเซียว่า ข้อตกลงข้างต้นมีเป้าหมายที่จะ “ลงทุนในความมั่งคั่งร่วมกัน” ซึ่งอียูยังคงพร้อมให้การสนับสนุนตูนิเซีย และจัดหาเงินทุน ทันทีที่ตูนิเซียบรรลุเงื่อนไขจำเป็น

“เราต้องการความร่วมมือมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยมีมา ในเรื่องการอพยพย้ายถิ่น” ฟอน แดร์ เลเยน กล่าวเพิ่มเติม และประกาศความร่วมมือที่เพิ่มขึ้น ในการต่อต้าน “เครือข่ายของผู้ลักลอบเข้าเมืองและผู้ค้ามนุษย์” ตลอดจนปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย

ขณะเดียวกัน ไซเอดเรียกร้องให้มีข้อตกลงร่วมกัน เกี่ยวกับการอพยพเข้าเมืองอย่างไร้มนุษยธรรม และการถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานโดยเครือข่ายอาชญากร รวมทั้งยืนกรานว่า ทางการตูนิเซียช่วยเหลือผู้อพยพอย่างเต็มที่ด้วยความเอื้ออาทรที่ไม่มีขีดจำกัด

นอกจากนี้ ไซเอดยังปฏิเสธสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “คำสั่ง” ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หลายครั้ง ก่อนที่จะมีการให้เงินกู้ แม้ว่าตูนิเซียประสบความลำบากภายใต้ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อ และหนี้สินประมาณ 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยเขาให้เหตุผลว่า ต้องหาทางร่วมมือกันนอกกรอบ ของสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง.

เครดิตภาพ : AFP