หลังศาลรัฐธรรมนูญของไทยมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา ให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล หยุดการปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย กรณีมีชื่อถือครองหุ้นสื่อบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน)
ขณะที่ต่อจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง รัฐสภาของไทยที่เป็นการประชุมร่วม ระหว่างสภาผู้แทนราษฎร กับวุฒิสภา มีมติเสียงข้างมาก 395 เสียง ต่อ 312 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง ไม่เห็นชอบให้มีการเสนอชื่อนายพิธา เข้าสู่การพิจารณาเป็นครั้งที่สอง ในสมัยประชุมปัจจุบัน เพื่อลงมติเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากได้รับเสียงสนับสนุนไม่ถึงเกณฑ์ไปแล้ว ในวันลงมติเมื่อ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา


บทวิเคราะห์โดยนิตยสารไทม์ของสหรัฐ ระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้การเมืองไทยเผชิญกับ “ภาวะไม่แน่นอน” แม้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงรักษาการ แต่ปีงบประมาณใหม่กำลังจะเริ่มในวันที่ 1 ต.ค. ที่จะถึง ซึ่งจะส่งผลต่อเครดิตความน่าเชื่อถือของไทย และการประท้วงแม้ไม่ใช่การชุมนุมแบบปักหลัก ทว่าอาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งกำลังฟื้นตัวอย่างน่าพอใจ หลังการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19


นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า กระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรีของไทย อาจยืดเยื้อไปถึงเดือน ส.ค. และต่อให้ได้ผู้นำรัฐบาลคนใหม่แทน พล.อ.ประยุทธ์ ที่เตรียมวางมือ แต่ปฏิกิริยาของประชาชนต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยังยากแก่การคาดเดา


ไทม์อ้างอิงคำกล่าวของนายเศรษฐา ทวีสิน หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ว่าการลงมติที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทำให้ทุกฝ่าย “ต้องประเมินสถานการณ์อย่างระมัดระวัง” โดยตัวแปรสำคัญคือ วุฒิสมาชิก 250 คน ซึ่งมีจุดยืนชัดเจนว่า ไม่ว่าผู้ได้รับการเสนอชื่อจะมาจากพรรคใด ต้องไม่มีนโยบายแตะต้องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112.

เครดิตภาพ : AFP