นางสาวสุนิสา อุเรศิลป์ เกษตรกรบ้านกองแหะ หมู่ 4 ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยใช้หญ้าแฝกเบิกนำเพื่อปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น เผยต่อคณะศึกษาดูงานที่เข้าร่วมการประชุมหญ้าแฝกนานาชาติ ครั้งที่ 7 ว่า อดีตตนเป็นเกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยว แบบสลับกันไปตั้งแต่หอมหัวใหญ่ กะหล่ำปลี และดาวเรือง ไม่นานสภาพดินเสื่อมโทรม ขณะเดียวกันสุขภาพคนในครอบครัวก็ไม่ดีเพราะมีการใช้สารเคมีทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลงในการเพาะปลูก ต่อมา มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาแนะนำและส่งเสริมให้ทำเกษตรแบบวนเกษตร หรือเกษตรแบบผสมผสาน คือ ปลูกพืชหลายๆ อย่างในพื้นที่เดียวกันโดยใช้หญ้าแฝกเป็นพืชเบิกนำเพื่อสร้างความสมบูรณ์ของหน้าดิน ลดการชะล้างหน้าดินจากน้ำฝน และช่วยเก็บกักอินทรียวัตถุไว้บริเวณหน้าดิน จากนั้นนำไม้ผลยืนต้นมาปลูก เช่น อะโวคาโด มะขามป้อม กาแฟ และโกโก้

“หญ้าแฝกจะช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ในดิน ชะลอการไหลบ่าของน้ำ ช่วยอุ้มน้ำ ทำให้ดินชุ่มชื้นขึ้น ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ช่วยลดต้นทุนในการเพาะปลูกได้มาก พืชที่ปลูกให้ผลผลิตดี มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ ปัจจุบันผลผลิตที่ได้ขายทางออนไลน์ด้วยตนเองทำให้ได้ราคาดี และมีพ่อค้าแม่ค้าจากตลาดเดินทางมารับซื้อถึงสวน จึงทำให้ลดต้นทุนในการขนส่ง มีเวลาดูแลแปลงเกษตรและครอบครัวมากขึ้น” นางสาวสุนิสา อุเรศิลป์ กล่าว

ด้านนางจันทร์เพ็ญ ไชยวุฒิ ประธานกลุ่มแฝกหลวง บ้านซาง หมู่ที่ 4 ต.ขี้เหล็ก อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ อีกหนึ่งพื้นที่ที่คณะได้เข้าศึกษาดูงานบอกว่า กลุ่มแฝกหลวงมีสมาชิกอยู่ 30 คน ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2549 โดยกรมพัฒนาที่ดินได้นำต้นกล้าหญ้าแฝกมาให้ปลูกเพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำปิง และปรับปรุงบำรุงดิน แก้ไขปัญหาดินขาดความอุดมสมบูรณ์ การใช้หญ้าแฝกเพื่อการทำเกษตรอินทรีย์ เช่น การนำใบหญ้าแฝกมาคลุมดินแปลงปลูกพืชผัก เช่น สลัด สลัดคอส กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค คลุมโคนต้นกุหลาบ ตลอดถึงการจัดทำธนาคารหญ้าแฝกด้วยการผลิตต้นกล้าหญ้าแฝกสำหรับแจกจ่ายเกษตรกรนำไปปลูก และเอาใบที่ตัดแต่งมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น หมวก ตะกร้า กระเป๋า ของชำร่วย โดยวางจำหน่ายทั่วไป ปัจจุบันมีการต่อยอดถ่ายทอดสู่เยาวชนในชุมชนและได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น หลังจากจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์สามารถขายได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุกคนมีรายได้ มีกำลังใจในการคิดค้นรูปแบบการผลิตใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ

“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านให้ความรู้ดีมาก ให้เอาหญ้าแฝกมาปลูกเพื่ออุ้มน้ำโอบดินเป็นหญ้ามหัศจรรย์จริงๆ ทำให้พื้นที่มีความสมบูรณ์เพาะปลูกพืชผักผลไม้ก็ได้รับผลผลิตดีมีคุณภาพ ปลูกหญ้าแฝกปีเดียวดินก็ดีขึ้น ตอนนี้ปลูกอะไรก็สวยก็งาม แล้วสร้างอาชีพเสริมจากใบหญ้าแฝกด้วย ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ชุมชนที่นี่มีกว่า 200 ครัวเรือน ทุกคนเห็นประโยชน์จากหญ้าแฝก ต่างก็ปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่เพาะปลูกของตนเองทั้งสิ้น” นางจันทร์เพ็ญ ไชยวุฒิ กล่าว

ด้าน นางสุพร ตรีนรินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เปิดเผยว่าการลงพื้นที่เพื่อศึกษาดูงานของผู้เข้าร่วมประชุมหญ้าแฝกนานาชาติ ครั้งที่ 7 มี 2 เส้นทาง โดยเส้นทางที่ 1 เป็นพื้นที่ขยายผลศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรบ้านกองแหะ ต. โป่งแยง อ.แม่ริม จ. เชียงใหม่ ซึ่งเป็นแปลงต้นแบบการปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ โดยกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นแปลงของเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลแบบผสมผสาน ที่ใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำโดยปลูกแฝกร่วมกับไม้ผล และเพื่อป้องกันการพังทลายของดินอีกด้วย

จากนั้นคณะได้ดูงานที่ศูนย์สาธิตการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกด้านป่าไม้ที่ 1 โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เกี่ยวกับการปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ลาดชัน การปลูกหญ้าแฝกรอบสระน้ำ การปลูกหญ้าแฝกเพื่อขยายพันธุ์ รวมถึงวิธีการขยายพันธุ์หญ้าแฝก และอีกจุดเป็นศูนย์เรียนรู้การพัฒนาภูมิสังคมสู่ความยั่งยืนวิถีเกษตรอินทรีย์บ้านซาง กลุ่มแฝกหลวง โดยกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งเริ่มจากการนำหญ้าแฝกมาปลูกในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำปิง และการนำใบหญ้าแฝกมาทำจักสาน โดยมีการแสดงงานหัตถกรรมของกลุ่มแฝกหลวง ผลิตภัณฑ์หญ้าแฝกตามพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของกลุ่มแม่บ้าน จากบ้านซาง ต.ขี้เหล็ก อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

อีกเส้นทางที่คณะเข้าศึกษาดูงาน คือด้านเทคโนโลยีตรวจวัด ติดตาม เตือนภัย และบริหารจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติดินสไลด์ในโครงข่ายทางหลวง ณ แปลงศึกษา (ดอยสะเก็ด) ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แปลงเกษตรผสมผสานและการแสดงงานหัตถกรรมจากใบหญ้าแฝกของนางเทียมตา ปาลี ประธานเครือข่ายคนรักษ์แฝก เขต 6 ต.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่
“คณะศึกษาดูงานทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยต่างให้ความสนใจในพื้นที่ดูงานเป็นอย่างมาก บางท่านเด็ดยอดหญ้าแฝกมาดมแล้วบอกว่าถ้าเป็นที่บ้านเขาสามารถนำมาใช้เลี้ยงม้าได้ ส่วนนักวิชาการชาวไทยต่างชื่นชมที่ประเทศเรามีศูนย์การศึกษาและขยายผลการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกที่หลากหลาย โดยเฉพาะการรวบรวมพันธุ์หญ้าแฝกที่มีให้เลือกใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และต่อจากนี้จะมีการขยายผลในการศึกษาพัฒนาการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกเพิ่มมากขึ้น ที่น่าดีใจคือในการประชุมครั้งนี้มีนักวิชาการรุ่นใหม่ ๆ ได้เข้ามาร่วมทั้งออนไซต์ และออนไลน์เป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อไปการศึกษาต่อยอดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกก็คงจะมีเพิ่มขึ้น และหลังจากนี้ทางคณะจะจัดให้มีการประชุมหญ้าแฝกของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้งานพัฒนาด้านการใช้หญ้าแฝกก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป” นางสุพร ตรีนรินทร์ กล่าว

สำหรับการประชุมหญ้าแฝกนานาชาติ ครั้งที่ 7 นี้ เกิดขึ้นจากที่เครือข่ายหญ้าแฝกนานาชาติ ได้กำหนดให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ซึ่งสำนักงาน กปร. ในฐานะสำนักเลขาธิการของเครือข่ายหญ้าแฝกประเทศไทยและเครือข่ายหญ้าแฝกในประเทศบริเวณรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ร่วมกับสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา กำหนดจัดการประชุมฯ ขึ้นในระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ “หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ : เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ณ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกันนี้ได้มีการถ่ายทอดการประชุมฯ การศึกษาดูงานของผู้เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ด้วย