พรรคฝ่ายค้าน นำโดย “ประชาชน (ปชน.)” กำลังเล่นโหมยิ่งอาวุธหนักเข้าใส่ฝ่ายบริหาร และโหมตรวจสอบสองเรื่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล คือ 1. เรื่องสำนวนคดีฮั้ว สว. ที่อยู่ในการพิจารณาของกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ 2.โครงการ TH-AI Passport ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่มี “นายไชยชนก ชิดชอบ” ทำหน้าที่เป็น รมว.ว่าการฯ
โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ฮั้วสว.” ที่คงคาดหวังว่า ให้การพิจารณาเรื่องนี้ออกมาในทางลบ เพราะมีแกนนำพรรค ภท. เข้าไปเกี่ยวข้องในสำนวนการสอบสวนด้วย โดย “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคปชน. แถลงตั้งข้อสังเกต ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ว่า กลุ่มบุคคลที่จะชี้ขาดว่า คดีการฮั้ว สว. จะไปถึงศาลหรือไม่ คือ กกต.ทั้ง 7 คน โดยช่วงที่มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ขึ้นมา ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ก็มีมติออกมาเห็นว่าบุคคลที่มีมูลว่า กระทำความผิดเรื่องการฮั้ว สว. อย่างน้อย 229 คน โดยมีมติเห็นควรให้ กกต. ดำเนินคดีและฟ้องทั้ง 229 คนไปที่ศาล แต่ช่วงกลางปี 2568 กกต.ทั้ง 7 คน กลับมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัย ชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งมีมติสวนทางกับคณะไต่สวนฯ คือมีมติว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิดใดๆ และมีมติให้ กกต.ยกคำร้อง ซึ่งมองว่าทางเลือกหรือความเป็นไปได้มีอยู่ 3 ทางคือ 1.กกต.มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนฯ ชุดที่26

2.กกต.เห็นชอบตามคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 และ 3.กกต.อาจมีการฟ้องหรือส่งคำร้องเฉพาะบางคน แล้วยกคำร้องเฉพาะบางคน โดยหลายคนมีความกังวลใจว่า อาจจะเป็นวิธีการในการสลัดบางคน เพื่อปกป้องบุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ก.ย.นี้ อยากชี้ให้เห็น 4 เหตุผลที่ กกต. ควรส่งเรื่องทั้ง 229 คนไปยังศาลได้แก่ 1.หลักฐานในคดีนี้มีความชัดเจน และหนักแน่นกว่าหลักฐานในคดีก่อนๆ เหตุผลที่ 2 คืออนุวินิจฉัยฯชุดที่ 36 มีปัญหาเรื่องความชอบธรรมและเสี่ยงเป็นเครื่องมือฟอกขาวทำไมจึงต้องตั้งคณะอนุชุดที่ 36 ขึ้นมาวินิจฉัยเป็นกาลเฉพาะทั้งที่มีคณะอนุอยู่แล้วถึง 35 คณะ เคยสอบถามตัวแทนของกรมสอสบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็พบว่าคณะอนุวินิจฉัย ชุดที่ 36 ไม่เคยเรียกตัวแทนของดีเอสไอ หรือตัวแทนของคณะคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 เข้าไปให้ข้อมูลเลย จึงเกิดคำถามตามมาว่า ได้พิจารณาอย่างรอบด้านหรือไม่ หาก กกต.จะเอาหลังพิงอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 แล้วไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล คงจะถูกตั้งคำถามอย่างหนัก
เหตุผลที่ 3 กกต.ส่วนใหญ่ มีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากมี กกต. 4 ใน 7 คนถูกรองรับให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว.ที่อยู่ในสำนวน ที่กำลังพิจารณาอยู่ หาก กกต. อยากหลุดพ้นจากการถูกตั้งข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ควรมีมติส่งเรื่องทั้งหมดไปให้ศาลพิจารณาว่าใน 229 คน สำหรับเหตุผลข้อที่ 4 ขณะนี้กกต.ถูกตั้งคำถามถึงการปฏิบัติหน้าที่ โดยหลักฐานที่นำมาสนับสนุนคือคลิปวิดีโอการเลือก สว.รอบไขว้ที่ได้มาจากผู้ตรวจการการเลือกสว. โดยบุคคลในคลิปเป็นหนึ่งใน กกต.ที่จะเป็นคนชี้ขาดว่า เรื่องจะไปถึงศาลหรือไม่ แม้ว่า กกต. อาจจะออกมาชี้แจงว่าการจดหมายเลขผู้สมัครคนไหน ที่มีความเหมาะสมเพื่อกันลืม เวลาเดินเข้าคูหานั้น หากคำถามเหล่านี้ กกต.ไม่สามารถชี้แจงให้ชัดได้ แล้วท้ายที่สุดปลายทาง กกต.ไม่ได้ส่งเรื่องไปที่ศาล ก็อาจถูกมองได้ว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ มีการปิดตาข้างเดียวต่อกระบวนการโกง สว.หรือไม่ หรือแม้กระทั่งเป็นส่วนหนึ่งที่รู้เห็นเป็นใจของกระบวนการการโกง สว.
ก่อนหน้านั้นมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจงกรณี “นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล” สว.กลุ่มสำรอง และ “พ.ต.อ.มนัส นครศรี” ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจ.สมุทรปราการ ออกมา กล่าวอ้างว่า กกต. ละเว้นไม่ดำเนินการเกี่ยวกับโพยหรือเอกสารจดหมาย เลขผู้สมัครในวันเลือก สว.ระดับประเทศ ทั้งปล่อยปะละเลย ให้ผู้สมัครนำข้อมูล แนะนำตัวของผู้สมัคร (สว.3) เข้าไปในสถานที่เลือกระดับประเทศ
การหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่ และไม่ควบคุมการเลือก สว. ให้เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม รวมถึงการที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด แจ้งว่า จะมีโพยฮั้ว สว.ในวันเลือก สว.ระดับประเทศ นั้น ว่า ทั้งหมดไม่เป็นความจริง โดยสำนักงาน กกต.มีการชี้แจงเรื่องดังกล่าวเป็นเอกสารข่าว ระหว่างช่วง มี.ค.-พ.ค. 2568 มาแล้ว 3 ครั้ง
อีกทั้ง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษา เมื่อ 28 ม.ค. 2568 ยกฟ้อง กกต. กรณีที่กลุ่ม สว.สำรอง ฟ้องว่ากระทำความผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อ พรป.ว่าด้วย กกต. ความผิดต่อ พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และความผิดต่อ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จากกรณีดังกล่าว
จากนี้ต้องรอดูว่า “กกต.” จะมีการตั้งโต๊ะแถลง หรือชี้แจงในประเด็นร้อนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสำนวนคดี “ฮั้วสว.” เพื่อให้สังคมหายคลางแคลงใจ โดยเฉพาะบางประเด็นที่ศาลได้ตัดสินไปแล้ว เพราะเรื่องนี้ พรรคส้มคงเดินหน้าเต็มที่ เพื่อหวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ส่วนประเด็น “TH-AI Passport” ของกระทรวงดีอี “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคปชน. ระบุว่า พรรคยังยืนยันให้มีการทบทวน และยุติการเดินหน้าโครงการ จากข้อพิรุธที่สังเกตเห็น ทั้งกระบวนการที่ผ่านมา และข้อกังวลที่มีต่อเนื้อหาใน TOR โดยวันที่ 15 มิ.ย.นี้ พรรคจะมีการแถลงอย่างละเอียด สิ่งที่เราพบข้อพิรุธใน TOR ของโครงการนี้ เริ่มเห็นจาก TOR โครงการอื่นเช่นกัน เช่น โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) ที่เคยมีการอนุมัติสมัยที่ รมว.อุดมศึกษาฯ เป็นคนของพรรคภท. และผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2569 มาแล้ว ตนเคยอภิปรายทักท้วงในชั้นกมธ. และวาระที่ 2 แต่เสียงข้างมาก ณ เวลานั้นอนุมัติ แต่ทราบว่ารัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้สั่งให้รื้อ TOR ใหม่ทั้งหมด เพื่อตอบสนองต่อประเด็น ที่หลายคนได้ทักท้วง ซึ่งหวังว่าข้อกังวลที่เราได้ทักท้วงต่อ TOR ในเวอร์ชันก่อนหน้านี้ จะถูกแก้ไข และไม่ปรากฏใน TOR ตัวใหม่
นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อตอกย้ำกรณี ที่เราพบข้อพิรุธ TOR ในโครงการ TH-AI Passport ว่าอาจจะไม่ได้มีอยู่เพียงแค่โครงการเดียว ซึ่งหลายๆ โครงการมักจะถูกตั้งขึ้นมาในสมัยที่เป็นรัฐมนตรีของพรรคภท. แต่อย่างน้อยกระทรวงอุดมศึกษาฯ ที่มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ก็ได้ปรับเปลี่ยนหลังจากที่มีการพบข้อพิรุธ แล้วตนก็หวังว่าโครงการที่มีข้อพิรุธในลักษณะเดียวกัน จะถูกชะลอและทบทวน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเอื้อกลุ่มเอกชน เมื่อถามว่า ส่วนเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สมัยนี้น่าจะไม่ทันแล้วใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า จะไปอยู่ในสมัยประชุมถัดไป เนื่องจากสมัยนี้มีจะมีการปิดประชุม ในช่วงกลางเดือน ก.ค. ส่วนจะเป็นช่วงเวลาไหน ขอหารือกับภายในพรรคฝ่ายค้านก่อน
ก่อนหน้านั้น “น.ส.รักชนก ศรีนอก” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ยืนยันว่า ถ้าเปิดลงทะเบียนในโครงการเมื่อไหร่ และมีคนลงทะเบียนเมื่อไหร่ ยื่น ป.ป.ช. แน่นอน

คำถามคือ “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว. ดีอี จะเดินหน้าผลักดันโครงการ หรือจะยอมปรับปรุงรายละเอียดของโครงการ เพื่อลดเสียงวิจารณ์ ซึ่งหากเดินหน้า คงต้องเสี่ยงกับการตรวจสอบจาก ป.ป.ช. และคงหนีไม่พ้นถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในสมัยประชุมหน้า
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย (พท.) กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) “นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพท. กล่าวถึงการประชุมพรรคพท. เตรียมพิจารณาร่างแก้ไข รธน. ฉบับพรรคพท. ภายหลังนำไปปรับปรุงเนื้อหาใหม่ เนื่องจากพรรคภท. ไม่ร่วมลงชื่อให้ในรอบที่แล้ว ว่า พรรคยืนยันเดินหน้าแก้ รธน. ตามจุดยืน และแนวทางของพรรค จะหารือในที่ประชุมพรรควันที่ 16 มิ.ย. ทราบว่า มีการนำร่างเดิมไปแก้ไขเนื้อหามาเล็กน้อย ให้เนื้อหาไม่หมิ่นเหม่กับการขัดคำวินิจฉัยศาล รธน. แต่ไม่ทิ้งจุดยืนเดิม เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่วนเนื้อหาที่ปรับปรุงใหม่เป็นอย่างไรยังไม่ทราบรายละเอียด แต่จะนำมาให้ที่ประชุมพรรคร่วมพิจารณาวันดังกล่าว

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่เนื้อหาร่างแก้ไข รธน. ที่พรรคนำไปแก้ไขใหม่ จะได้รับการร่วมลงชื่อจากพรรคภท. นายประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้คิดในประเด็นนี้ เป็นสิทธิของพรรคภท. แต่มั่นใจว่า เรามีจุดยืนของเรา มุ่งมั่นแก้ไข รธน. ในหลักการให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่อาจมีทางเบี่ยง ไม่ให้ขัดคำวินิจฉัยศาล รธน. ต้องไปหาข้อยุติในที่ประชุมพรรค เมื่อถามว่า หากพรรคภท. ยืนยันไม่ร่วมลงชื่อให้ จะดำเนินการอย่างไรต่อ นายประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ขอวิจารณ์ แต่ขอทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า ถ้าพรรคภท. ไม่ร่วมลงชื่อให้แล้ว ร่างแก้ไข รธน. พรรคพท.จะตกไป ถ้ามีพรรคอื่นร่วมลงชื่อให้ ก็จะมีเสียงเพียงพอ 1 ใน 5 ในการยื่นญัตติขอแก้ไข เชื่อว่า พรรคอื่นๆ พร้อมให้ความร่วมมือ ถ้ารวบรวมรายชื่อแล้วได้เสียงเกิน 1 ใน 5 พรรคพร้อมเดินหน้ายื่นร่างแก้ไข รธน. เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาแน่นอน
จากนี้ต้องรอดูท่าทีพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน จะมีใครร่วมลงชื่อแก้ไข รธน. กับร่างของพท.หรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นอยู่ที่ของสมาชิกสภาร่าง รธน. จะมีรูปอย่างไร.
“ทีมข่าวการเมือง”



