เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ และที่ปรึกษาคณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวว่า AI ไม่ใช่แอปพลิเคชันอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นยุทธปัจจัยแห่งอำนาจของโลก

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาโลกได้เห็นเหตุการณ์ที่อาจถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสั่งระงับการเข้าถึงโมเดล AI ขั้นสูงบางรุ่นของบริษัท Anthropic ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

ไม่ว่ารายละเอียดทางเทคนิคจะเป็นอย่างไร สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่ตัวบริษัท ไม่ใช่ตัวโมเดล และไม่ใช่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่คือความจริงข้อหนึ่งที่ปรากฏชัดขึ้นทุกวัน นั่นคือ “AI กำลังถูกมองเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ระดับเดียวกับพลังงาน เทคโนโลยีนิวเคลียร์ เซมิคอนดักเตอร์ และระบบป้องกันประเทศ”

ในอดีต ประเทศมหาอำนาจแข่งขันกันด้วยจำนวนทหาร ต่อมาแข่งขันกันด้วยอุตสาหกรรม จากนั้นแข่งขันกันด้วยข้อมูล แต่ในศตวรรษที่ 21 ประเทศต่าง ๆ กำลังแข่งขันกันด้วย “ปัญญาประดิษฐ์” AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยเขียนรายงาน แต่ AI สามารถค้นหาช่องโหว่ทางไซเบอร์ วิเคราะห์ข่าวกรอง ออกแบบยา เร่งการวิจัย พัฒนาอาวุธ วิเคราะห์เศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศอย่างมหาศาล นั่นคือเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มมอง AI ผ่านเลนส์ของความมั่นคงแห่งชาติ

จากประสบการณ์ที่เคยศึกษาด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ และความมั่นคง ณ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ร่วมกับนายทหารระดับสูงจากคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐอเมริกา (Joint Chiefs of Staff) รวมทั้งการศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และระเบียบวิธีวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ ประเทศมหาอำนาจไม่ได้มองเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่กำลังมองเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจแห่งชาติ (National Power) ทั้งในมิติของอำนาจรัฐ (State Power) และอำนาจที่เกิดจากภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคสังคม (Non-State Power)

ขณะเดียวกัน ประเทศมหาอำนาจในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านเศรษฐกิจหรือกำลังทหารอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกันที่ความสามารถในการสร้าง พัฒนา และใช้ประโยชน์จากข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ นวัตกรรม และทุนมนุษย์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ประเทศไทยจะมี AI หรือไม่”

แต่คือ “ประเทศไทยจะมีคนไทยที่ใช้ AI เป็นและรับผิดชอบได้มากพอหรือไม่” ประเทศที่แข็งแกร่งในอนาคต อาจไม่ใช่ประเทศที่มีประชากรมากที่สุด ไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่เป็นประเทศที่มีประชาชนจำนวนมากพอที่สามารถใช้ AI สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างนวัตกรรม และปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้

สำหรับประเทศไทย AI ไม่ใช่เรื่องของโปรแกรมเมอร์เพียงอย่างเดียว
AI เกี่ยวข้องกับเกษตรกร
AI เป็นเรื่องของ ผู้ประกอบการ
AI เป็นเรื่องของ ครู และนักเรียน แรงงาน ข้าราชการ ผู้สูงอายุ ผู้พิการและประชาชนทุกคน

หากคนไทยใช้ AI เป็น และ รับผิดชอบ เราจะเพิ่มผลิตภาพของประเทศ อย่างมีคุณภาพ เพิ่มรายได้ของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติ แต่หากโลกเดินหน้าเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่คนไทยจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงความรู้และทักษะเหล่านี้ได้ ความเสี่ยงที่แท้จริงอาจไม่ใช่ AI แต่คือการที่ประเทศไทยถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI เป็นทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจ และปัจจัยด้านความมั่นคงแห่งชาติ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ สร้างคนไทยที่เข้าใจ AI ใช้ AI เป็น และใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบเพราะในท้ายที่สุด AI ไม่ได้สร้างอนาคต แต่คนไทยที่ใช้ AI เป็นต่างหากที่จะเป็นผู้สร้างอนาคตของประเทศและของตนเอง