เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 14 ลงพื้นที่พบปะประชาชนและผู้ค้าภายในย่านตลาดวงเวียนใหญ่ เขตคลองสาน และตลาดวังหลัง เขตบางกอกน้อย เสนอนโยบาย “Street Food Paradise” รับฟังปัญหาและข้อร้องเรียนจากพ่อค้าแม่ค้า หาบเร่ แผงลอย และผู้ประกอบการรายย่อย

สำหรับผู้ค้าที่ตลาดวงเวียนใหญ่สะท้อนว่า การจำกัดพื้นที่ค้าขายในหลายจุดส่งผลกระทบต่อรายได้โดยตรง ทำให้จำนวนลูกค้าลดลง ขณะที่ร้านค้าในอาคารและตลาดใกล้เคียงก็ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่หดตัวตามไปด้วย จึงเรียกร้องให้ กทม.มีแนวทางจัดระเบียบการค้าขายที่สมดุล ระหว่างความเป็นระเบียบของเมืองกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชน

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า นโยบาย “Street Food Paradise” เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้ผู้ค้ารายย่อย และยกระดับ กทม.ให้เป็นมหานครอาหารริมทางระดับโลก โดยจะดำเนินการควบคู่กับการจัดระเบียบพื้นที่ การดูแลความสะอาด ความปลอดภัย การบริหารจัดการขยะ การอำนวยความสะดวกด้านการจราจร และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ผ่านกระบวนการประชาคม

“อาหารริมทางคือเสน่ห์สำคัญของกรุงเทพฯ เป็นวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก หากบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ จะสามารถสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ประชาชน เพิ่มการจ้างงาน และกระตุ้นการจับจ่ายหมุนเวียนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน” ดร.มัลลิกา กล่าว
ส่วนที่ตลาดวังหลัง ดร.มัลลิกา ได้พูดคุยกับผู้ขับขี่รถ จยย.รับจ้าง-คนขับรถตุ๊กๆ ซึ่งสะท้อนปัญหาว่า รายได้หายไปกว่าครึ่งมานานแล้ว เพราะนักท่องเที่ยวลดลง การเดินทางเชื่อมต่อไม่คึกคักเหมือนเดิม จึงอยากให้มีนโยบายฟื้นฟูการท่องเที่ยว ตลาดชุมชน และระบบเศรษฐกิจรอบพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า เสียงสะท้อนจากตลาดวังหลังคือภาพจริงของเศรษฐกิจฐานราก กรุงเทพฯ ต้องไม่ใช่เมืองที่ประชาชนถูกจำกัดโอกาสทำกิน แต่ต้องเป็นเมืองที่จัดระเบียบแล้วค้าขายได้ เดินทางสะดวก ปลอดภัย และดึงนักท่องเที่ยวกลับมา เพื่อให้เงินหมุนเวียนถึงมือผู้ค้ารายย่อย วินมอเตอร์ไซค์ ตุ๊กๆ และครอบครัวคนทำมาหากินอย่างแท้จริง
“กรุงเทพฯ ต้องกลับมาเป็นเมืองที่คนค้าขายได้ คนเดินทางสะดวก นักท่องเที่ยวอยากมา และประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น” ดร.มัลลิกากล่าว.



