เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่หน้าห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกทม. เขตพระนคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยภายหลังการประชุมหัวหน้าหน่วยงานกรุงเทพมหานคร ถึงประเด็นการปรับโซนนิ่งของสถานบันเทิงในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า รูปแบบโซนนิ่งอาจจะไม่ทันสมัย เพราะปัจจุบันกำหนดไว้เพียง 3 โซน ได้แก่ RCA รัชดาภิเษก และสีลม คงต้องหารือกับกระทรวงมหาดไทยเรื่องการปรับโซนนิ่ง หรือการเปลี่ยนรูปแบบ อาจจะไม่มีโซนนิ่งแล้วเปลี่ยนเป็นสถานบริการ เพื่อให้เกิดความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย

“หากจะออกกฎหมายที่เข้มข้นกว่ากระทรวงมหาดไทย นั้น อาจจะออกเป็นข้อบัญญัติ กทม.ได้ แต่ต้องให้กระทรวงมหาดไทยอนุมัติอีกครั้งหนึ่ง หากเขาไม่ทำ เราอาจจะดำเนินการของเราเอง หากเราดำเนินการตามกฎหมายที่เข้มข้นกว่า พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ก็ต้องส่งเรื่องนี้ให้กับคณะกรรมการควบคุมอาคารพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งสามารถพิจารณาในทิศทางนี้ได้ด้วย” นายชัชชาติ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่อำนาจในมือของผู้ว่าฯ กทม. ไม่สามารถจัดการสถานประกอบการนอกพื้นที่โซนนิ่งได้นั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า เราต้องหาอำนาจอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงได้สั่งการให้ รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ไปควานหามาให้ได้ เชื่อว่าจะมีสิ่งที่เราบังคับใช้ได้ หากพบกระทำผิดกฎหมาย หรือมีความเสี่ยงจะต้องสั่งปิด

“เมื่อวานนี้ที่พบกับท่านนายกฯ ไม่ได้หารือในรายละเอียด แต่ได้เรียนว่าเรื่องนี้มีมานานแล้ว ท่านก็หารือกับทีมงาน คงจะมีข้อศึกษาอยู่เหมือนกัน ต้องหารือร่วมกันอีกครั้งหนึ่งเพราะยังไม่ได้ข้อสรุป แต่มีการหารือเชิงวาจาแล้ว สามารถริเริ่มจากกระทรวงมหาดไทยได้เลย”

นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า สำหรับพื้นที่โซนนิ่ง ปัญหาหลักคือความเดือดร้อนรำคาญ รูปแบบเปลี่ยนไปเร็ว ส่วนตัวร้านประเภทนี้ต้องไม่เกิดความเดือดร้อนรำคาญเพราะผังเมืองกระจายไปทั่วอยู่แล้ว โซนนิ่งอาจจะไม่สำคัญเท่ากับการป้องกันไม่ให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ซึ่งจะทำให้ กทม. มีประสิทธิภาพในการดูแลได้มากขึ้น

แต่สำหรับบางจุดโซนนิ่งอาจจะมีความสำคัญ แม้จะห้ามไม่ให้ก่อสร้าง แต่ผู้ประกอบการก็จะหนีไปที่อื่น เพราะโซนนิ่ง ทำให้ที่ดินโดยรอบราคาแพงขึ้น เรื่องนี้คงต้องหารือให้รอบคอบ กทม.มีโซนนิ่ง 3 โซน แต่ผู้ประกอบการแทบจะไปที่อื่นกันหมดแล้ว กฎหมายล้าสมัยไว ดังนั้นต้องทำให้กฎหมายมีความยืดหยุ่นคล่องตัว ตอบโจทย์กับประชาชนมากยิ่งขึ้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า คาดหวังให้เรื่องนี้สำเร็จภายในวาระ 4 ปีหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ไม่ต้องรอถึง 4 ปี คงต้องเร็วกว่านั้น จะเร่งคุยกับกระทรวงมหาดไทย หัวใจคงไม่ใช่คำว่า “โซนนิ่ง” แต่เป็นสถานบริการมากกว่า หัวใจสำคัญคือ การทำให้สถานบริการปลอดภัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วย

นายชัชชาติ กล่าวว่า หากจะมีโซนนิ่งควรจะปรับเปลี่ยนได้เร็ว เพราะความต้องการของประชาชนเปลี่ยนเร็ว หากออกปุ๊บกฎหมายล้าสมัยก็จะเป็นปัญหาเหมือนกับปัจจุบัน อาจจะต้องดูว่าจะออกแบบอย่างไรให้เหมาะสม อาจจะออกเป็นประกาศให้มีการเปลี่ยนโซนนิ่งได้ทุกปี อยู่ในกฎหมายลูก หรือระเบียบที่มีการประกาศแยกออกไป ทำให้ กทม.จัดการเรื่องนี้ให้คล่องตัวได้มากยิ่งขึ้น.