เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 มิ.ย. ที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เดินทางยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เพื่อขอให้ตรวจสอบติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน และข้าราชการตำรวจ ในการดำเนินคดีเพิกถอนที่ดินเขากระโดง โดยมีนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับหนังสือ
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ตนตั้งใจมาพบนายอนุทิน และตั้งใจมาดักรอในวันประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เนื่องจากว่า การยื่นหนังสือจะต้องยื่นที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ทำให้ไม่ได้พบกับนายอนุทิน ย้ำว่า การกระทำของอธิบดีกรมที่ดินที่ไม่ยอมเพิกถอนเอกสารสิทธิผู้ที่บุกรุกที่ดินของการรถไฟบริเวณเขากระโดงการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล ทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินทั้ง 5,083 ไร่ 80 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อีกทั้งยังมีการใช้ที่ดินดังกล่าว ทำสนามฟุตบอล สนามแข่งรถ และก่อตั้งบริษัทประกอบธุรกิจหลายแห่งเพื่อประโยชน์ของตนเอง ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
จึงขอให้เร่งรัดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้รีบสอบสวนดำเนินคดีกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และผู้ที่บุกรุกที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทยให้เสร็จสิ้นโดยด่วนที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากคดีดังกล่าว ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาคสาม และศาลปกครองกลาง ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว
เมื่อถามว่า กรณีนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่ออกมากล่าวหาเรื่องที่ดินเขากระโดงนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า นายศุภชัย ออกมาพูดในฐานะอะไร ตนไม่เกี่ยวข้องกับนายอนุทิน และนายเนวิน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน ตนทำหน้าที่ สส. เมื่อรัฐบาลทำผิด ไม่ถูกต้อง ก็ต้องค้าน ไม่ใช่เป็นพรรคฝ่ายคอยมาร่วมรัฐบาล และความจริง พรรคภูมิใจไทยเอาพรรคตนเองไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่แรกแล้ว “แต่ผมไม่เหมือนคนอื่น เปรียบเหมือนวงการพนัน หากถูกโกงอาจจะต้องฆ่ากัน ลงเลือกตั้งเช่นเดียวกัน แต่เมื่อผมถูกโกงแล้วจะสามารถคุยกันได้อย่างไร ซึ่งพรรคที่ยอมไปร่วมไปหวังเศษเงินเศษทอง หวังโกงงบประมาณ โกงภาษีประชาชน”
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า นายศุภชัย เป็น สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นทนายความ มีความรู้กฎหมาย แต่นายอนุทินก็เป็นเจ้านายเขาหรือไม่ เขาก็เล่นการเมืองมานานแล้ว ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีสักที ที่ไม่ได้เป็น เพราะไม่มีเงิน คนมาหน้าใหม่มาถึงจ่าย 300-500 ล้านบาท ก็ได้เป็นรัฐมนตรีกันหมด แต่นายศุภชัยไม่มีเงินต้องทำแบบนี้ พยายามพูดไปเอาใจนายเท่านั้นเอง
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ส่วนที่กรมที่ดินได้ออกมาชี้แจงว่าคำพิพากษาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 5,000 ไร่นั้น ก่อนที่จะมีการตั้งใครเป็นอธิบดี ก็ต้องคุยกันว่าสามารถดำเนินการบางเรื่องได้หรือไม่ ซึ่งหากรับปากว่าได้ก็จะมีการแต่งตั้ง และเมื่อตั้งเข้ามาก็ไม่มีการเพิกถอนที่ดิน ตนกล่าวหา นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน กับทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากมองว่า มีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
เมื่อถามว่า ฝ่ายการเมืองที่กล้าดำเนินคดีขณะนี้ มีแต่คือพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เท่านั้น มองว่าจะสามารถสู้กับระบอบน้ำเงินที่ถืออำนาจรัฐอยู่ได้หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า อำนาจรัฐก็พังเพราะตนมามากแล้ว ซึ่งวันนี้ตนได้ตั้งต้นไว้ให้แล้ว หากตนเป็นผู้การบุรีรัมย์ ภายในเดือนนี้คดีจบ ต้องส่งศาล และหากไม่ทำ ตนเองจะมีการดำเนินคดี และการมายื่นเรื่องในวันนี้ หากนายอนุทินไม่ทำอะไร ตนจะดำเนินคดีเพิ่มข้อหาอีก เช่นเดียวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หากยังนิ่งเฉย ก็จะดำเนินคดีด้วย
“เวลารบก็ต้องสู้ทุกวิถีทาง และเชื่อว่าอีกฝ่ายก็ทำเช่นเดียวกัน เพื่อหาเรื่องผมเช่นกัน แต่บังเอิญว่าผมเคลียร์ และบริสุทธิ์”

ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล นายพิชิต ไชยมงคล พร้อมด้วยนายนัสเซอร์ ยีหมะ แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) รวมถึงตัวแทนสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือต่อนายกฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามคำพิพากษาคดีที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งรักษามาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
คปท.ยืนยันว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของบุคคลหรือพรรคการเมืองใด แต่เป็นการยืนยันหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ การเคารพความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษาและการคุ้มครองทรัพย์สินของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องมีมาตรฐานจริยธรรมที่สูงกว่าประชาชนทั่วไป และการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปอย่างเสมอภาคกับทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้นสำหรับผู้มีอำนาจ หรือผู้มีอิทธิพลทางการเมือง



