เพราะภาษีก็เก็บได้น้อยลง ไม่มี “เครื่องมือทางเศรษฐกิจใหม่” เข้ามาช่วย นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้สรุปถึงทางตันงบประมาณว่า “ปี 70 งบรายจ่ายประจำ 3 ล้านล้าน เท่ากันพอดีกับรายได้รัฐบาล หมายความว่าปี 70 นี้ ทุกบาทที่รัฐลงทุน เราต้องใช้เงินกู้
เรามีกฎหมาย 1. พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 ระบุว่า รัฐบาลต้องจัดงบลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณรวม และงบลงทุนต้องไม่น้อยกว่าเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 2. พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ บอกว่าห้ามขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณ ปี 70 หากรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น แต่รายได้ภาษีอยู่เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายจ่าย เราจะมีปัญหา ต้องกู้มาจ่ายเงินเดือนข้าราชการ กู้มาจ่ายบำนาญ กู้มาคืนเงินกู้ แต่เงินลงทุนเหลือไม่ถึง 20% จะผิด พ.ร.บ.วินัยการคลัง
ทางออกคือ 1.ต้องลดค่าใช้จ่ายประจำ 2. เพิ่มรายได้ภาษี ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตช้า และสัดส่วนการจัดเก็บภาษีเทียบกับเศรษฐกิจโดยรวมลดลงอย่างน่าใจหาย 3. แก้ พ.ร.บ.วินัยทางการคลัง เพื่อลดสัดส่วนการลงทุน 4. แก้ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ เพื่อเปิดให้รัฐบาลกู้ชดเชยการขาดดุลได้มากขึ้น โดยรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เน้นข้อ 1,2 และว่า รัฐบาลเลือกจะกู้เพิ่มต่อไปเรื่อยๆ การกู้ พ.ร.ก. 4 แสนล้านนั้น ขาดวินัยทางการคลังอย่างสิ้นเชิง
ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เตือนมาเหมือนกัน ว่า รัฐบาลมีความเสี่ยงสูงที่จะจัดทำงบประมาณในปีหน้าไม่ได้เลย งบประมาณปัจจุบันมีรายจ่ายหลักที่ไม่ใช่งบลงทุน (รายจ่ายประจำ เงินชำระคืนต้นเงินกู้ และเงินชดใช้เงินคงคลัง) พุ่งสูงจนเท่ากับรายได้ทั้งหมดของประเทศที่ประมาณ 3 ล้านล้านบาท สถานการณ์นี้ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จากขนาดระบบราชการที่ใหญ่และภาระบำเหน็จบำนาญที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับรายได้ภาษีที่เติบโตช้า
“ปัญหาวิกฤตถูกซ้ำเติมโดย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ที่บังคับให้งบลงทุนต้องไม่น้อยกว่า 20% ต้องไม่น้อยกว่าวงเงินขาดดุล ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มก้อนใหญ่ถึง 7.9 แสนล้านบาทในปีนี้ เพื่อให้สัดส่วนงบลงทุนเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งที่ภาวะเศรษฐกิจจริงอาจไม่จำเป็นต้องกู้มากขนาดนั้น และหากปล่อยให้รายจ่ายประจำแซงหน้าขีดความสามารถในการหารายได้ เงินกู้จะถูกดึงไปใช้จ่ายประจำจนงบลงทุนต่ำกว่าวงเงินกู้ และจะขัดกฎหมาย”
นายจาตุรนต์ได้เสนอแนวทางแก้ไขเร่งด่วน 3 ข้อ คือ 1. ลดรายจ่ายประจำด้วยการปฏิรูปโครงสร้างและลดขนาดระบบราชการ 2. เพิ่มรายได้รัฐผ่านการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง เช่น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล AI และ Medical Hub แทนการใช้งบกระตุ้นการบริโภคแบบเดิม และ 3. ทบทวนแก้ไข พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ที่จากเดิมสร้างไว้เพื่อความปลอดภัย แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นกลไกบังคับให้รัฐบาลต้องกู้เงินมหาศาล โดยไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจจริง
สองผู้ใหญ่จากสองพรรค ส่งสัญญาณเดียวกัน ดูเป็นความตั้งใจอยากสื่อสารเน้นย้ำ กระตุ้นให้รัฐบาลขยับตัวเพื่อเพิ่มแนวทางหารายได้เป็นสำคัญ เครื่องมือของรัฐที่เรารู้กัน คือเน้นการเก็บภาษี การส่งออก การท่องเที่ยว แต่การเก็บภาษีนี่เป็นอะไรที่ดูตลกร้าย ที่รัฐไทยยังฝึกคนเป็นพลเมืองที่รู้ว่าภาษีคือหน้าที่ไม่ได้ ดูจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ร้านค้าหลายร้านเลี่ยงจะไม่เข้าอ้างว่า“กลัวต้องจ่ายภาษีเพิ่ม” แต่เวลาจะเอาอะไร อ้าง“ภาษีกู”ฉ่ำ
สิ่งที่รัฐบาลพูดว่า จะเป็นเครื่องมือเศรษฐกิจใหม่ ขณะนี้เร่งการลงทุนคือ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทำชิป ทำแผงวงจรแบบครบกระบวนการ การสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล ลงทุนดาตาเซนเตอร์ ในส่วนกระทรวงที่เพื่อไทยรับผิดชอบ เน้นพูดเรื่องคน การอัพสกิล รีสกิลแรงงาน ส่วน ครม.ภูมิใจไทย จะเน้นพูดถึงเรื่องการแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน อย่างที่ได้เปิดงาน Thailand FastPass ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ก็หวังให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนในอนาคต
แต่จากการอภิปรายงบ 70 ความท้าทายที่สุดของรัฐบาล คือ ปฏิรูปกำลังพลราชการอย่างไร จะลดรายจ่ายประจำได้.



