แต่ที่บอกว่าเป็นตำนานคู่เทียบทางการเมืองไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็น “ผู้ว่าฯ กทม.” หากแต่อยู่ที่จำนวนผู้ชนะได้เป็นสมชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. ทั้ง 50 เขต มากกว่า ซึ่งผลออกมาแล้วว่า พรรคประชาชนได้ไปถึง 22 ที่ กลุ่มคนทำงาน 11 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 8 ที่นั่ง กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว 4 ที่นั่ง อิสระ 3 ที่นั่ง และ กลุ่ม Better Bangkok 2 ที่นั่ง

ดังนั้น พรรคส้มเป็นเสียงข้างมาก และถึงแม้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ประกาสรับรองผลอย่างเป็นทางการ แต่ทางการเมืองก็เดินหน้าต่อแล้ว โดยประกาศส่ง “น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย” ว่าที่ ส.ก.เขตบางซื่อ พรรคประชาชน นั่งเป็นประธานสภากทม. ซึ่งดูเหมือนว่าโอกาสพลิกล็อคจะเป็นไปได้ยาก เพราะล่าสุด พรรคประชาชนเพิ่งจะประกาศว่ามีเสียงสนับสนุนเข้ามาเป็นทีมเดียวกันแล้ว กว่า 37 เสียง เรียกว่า “เบ็ดเสร็จ” ในสภาไปแล้ว

นี่แหละที่บอกว่า “คู่เทียบทางการเมือง” เพราะสภากทม.เรียกว่ามีอำนาจ การตราข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ผ่านไม่ผ่านโครงการ หรืองบประมาณต่างๆ ที่จะมาบริหารเมืองหลวงของประเทศ ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปว่าการเมืองสนามใหญ่ เมื่อพรรคส้มครองไว้หมด ทั้งส.ก.เสียงข้างมาก แล้วยังมี สส.ส้มทุกพื้นที่

สถานการณ์นี้ เป็นตัวสะท้อน “สนามการเมืองใหญ่” ที่พรรคน้ำเงิน อย่างภูมิใจไทยครองเสียงข้างมากในสภา ทั้งสภาสูง สภาล่าง แม้ไม่มีใครยอมรับว่า เป็นสภาสีน้ำเงิน แต่ภาพจากการทำงานที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย  หรือนโยบายใด กฎหมายใด ที่รัฐบาลอยาก ให้ผ่านสภาก็พร้อมไฟเขียว จนถูกมองว่าเป็นการกินรวบ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนที่เป็นคนเริ่มวาทะกรรม “สำน้ำเงินกินรวบ” ก็ “พลพรรคส้ม” นี่แหละ

ดังนั้น เมื่อ ตอนนี้พรรคส้มครองพื้นที่กทม. จึงถูกจับตาว่า เมื่อเข้ามาแล้ว ในฐานะ ส.ก.เสียงข้างมาก จะทำหน้าที่หลักคือการทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหาร คือ ทีมผู้ว่าฯ กทม. ได้อย่างเข้มแข็งดหมือนที่เพิ่งประกาศไว้เมื่อไม่กี่วันก่อนหรือไม่ว่า…

“จะร่วมกันเสนอและลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา กทม. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ กำหนดให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการสามัญและวิสามัญของสภากทม. เปิดเผยรายชื่อการลงมติของ ส.ก. เปิดเผยการเข้าประชุมของ ส.ก. เปิดเผยรายละเอียดงบปฯ โครงการ และรายการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบการใช้งบฯ ป้องกันการจัดซื้อจัดจ้างที่แพงเกินความจำเป็นป้องกันการทุจริต

รวมถึงกำหนดให้เพิ่มระยะเวลาให้ ส.ก.สามารถตรวจสอบเอกสารงบฯ ก่อนเข้าสู่วาระที่ 1 ของการพิจารณาในสภา กทม. อย่างน้อย 30 วัน  และ ประธานกรรมการวิสามัญพิจารณางบรายจ่ายประจำปี ต้องจัดให้มีเวลาในการพิจารณางบแปรญัตติไม่น้อยกว่า 3 วันเพื่อให้สมาชิกพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยจะดำเนินการผลักดันข้อบังคับและข้อบัญญัติให้เสร็จภายในปี 2569

แต่อย่างที่ “นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร” และบรรดาทีมหาเสียงของพรรคประชาชน ที่ต่างก็ชูและชี้ให้เห็นว่า “ส.ก.ตัวดี” มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนากรุงเทพฯ และมีเยอะที่คอยขัดแข้งขัดขา แทะงบประมาณ แบ่งเปอร์เซ็นต์เข้ากระเป๋า ไปจนถึงการใช้เสียงข้างมาก บีบผู้ว่าฯ ให้ดำเนินการอย่างใด อย่างหนึ่ง

เพราะฉะนั้นผลงานจะเป็นตัวสะท้อนว่า “ของจริง” หรือ “ตีเก๊” เข้าทำนองว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง ด้วยการสร้างระบอบสีส้มกินรวบกทม.หรือไม่.