เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้สัมภาษณ์ผู้เข้าอบรมหลักสูตรกระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อหลังโลกาภิวัตน์ รุ่นที่ 3 (ลกส.3) ถึงแรงงานไทยที่ไปทำงานอยู่ในประเทศอิสราเอล บางช่วงบางตอนว่า กระทรวงแรงงานยังคงยืนยันว่าการส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศมีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในมิติของการสร้างรายได้และการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยในแต่ละปีประเทศไทยส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศกว่า 200,000 คน สร้างรายได้กลับประเทศเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท เงินจำนวนดังกล่าวถูกส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ

นอกจากนี้ การทำงานในต่างประเทศยังถือเป็นการ Upskill และ Reskill แรงงานไทย เพราะได้เรียนรู้เทคโนโลยีและวิธีการทำงานสมัยใหม่ เช่น เทคโนโลยีการเกษตรจากอิสราเอล เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมรวมถึงวัฒนธรรมการทำงานจากญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อแรงงานกลับประเทศก็จะกลายเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยต่อไป

อย่างไรก็ตาม กรณีอิสราเอล หากยังมีการส่งแรงงานต่อไปกระทรวงแรงงานจะใช้มาตรการที่เข้มงวดกว่าที่ผ่านมา โดยจะส่งแรงงานไปเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับการประเมินว่าเป็น “พื้นที่สีเขียว” หรือพื้นที่ปลอดภัยเท่านั้น พร้อมกำหนดให้นายจ้างต้องมีมาตรการรองรับด้านความปลอดภัย เช่น มีบังเกอร์ หรือสถานที่หลบภัยสำหรับแรงงาน รวมถึงต้องรับผิดชอบดูแลแรงงานไทยหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานจะประเมินสถานการณ์ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานด้านความมั่นคง และสถานเอกอัครราชทูตไทยในอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์รุนแรงจนเกินกว่าจะยอมรับได้ ก็อาจใช้มาตรการขั้นสูง เช่น การชะลอหรือระงับการส่งแรงงานไปยังพื้นที่ดังกล่าว แม้ปัจจุบันยังไม่ถึงระดับที่ต้องใช้มาตรการดังกล่าวก็ตาม

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยังได้ฝากเตือนถึงแรงงานที่ไปแบบผิดกฏหมาย หรือ “ผีน้อย” โดยระบุว่า ตนเองไม่อยากใช้คำว่า “ผีน้อย” แล้วอยากใช้คำว่า แรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบบกฎหมายมากกว่า คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอยู่ทุกประเทศ แต่จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับมาตรการของประเทศผู้รับ และแรงจูงใจของแรงงาน สำหรับอิสราเอล จำนวนแรงงานนอกระบบไม่ได้มากเท่าหลายประเทศ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมาตรฐานการดูแลแรงงานค่อนข้างดี อีกส่วนคือมีการจ้างงานต่อเนื่อง ทำให้แรงงานไม่จำเป็นต้องออกนอกระบบ

“อยากให้ฝากถึงแรงงานไทยที่กำลังจะไปทำงานต่างประเทศ ว่าควรเดินทางอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะหากเกิดอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต จะได้รับการคุ้มครองตามสิทธิที่ควรได้รับ บางคนอาจมองเพียงว่า การอยู่ในระบบต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น ค่าประกันหรือเงินสมทบ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ ความปลอดภัยของชีวิต สิทธิ และสวัสดิการ และหลายกรณีเป็นแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบสุดท้าย สิ่งที่รัฐทำได้ คือประสานกระทรวงการต่างประเทศเพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศได้เพียงเท่านั้น ส่วนสิทธิการชดเชย หรือการช่วยเหลืออื่นๆ ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะแรงงานไม่ได้อยู่ในระบบที่ถูกต้อง”

นี่เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงแรงงาน ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง บอกทันทีว่าอยากให้คำว่า “ผีน้อย” หมดไปเพราะคำนี้เป็นคำที่ลดทอนคุณค่าของแรงงาน และสะท้อนถึงช่องโหว่ของระบบกฎหมาย เราต้องการให้แรงงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานไทยในต่างประเทศ หรือแรงงานต่างชาติในประเทศไทย เข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง เพราะเมื่ออยู่ในระบบ ภาครัฐจะมีกลไกช่วยเหลือหลายด้าน หลายคนอาจยังมองไม่เห็นประโยชน์ จนกว่าจะเกิดเหตุ เช่น เจ็บป่วย ประสบอบัติเหตุ หรือเกิดเหตฉุกเฉิน ซึ่งจะทำให้ให้ภาครัฐสามามารถเข้ามาดูแลได้.