นายประพันธ์ คูณมี อดีตกรรมาธิการไอซีที วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กรณี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เข้าร่วมประชุม กสทช.ในวันนี้ ทั้งที่ มติกรรมการสรรหา กสทช. ระบุว่า ขาดคุณสมบัติ ถือเป็นผู้สละสิทธิ์ ว่า  นพ.สรณ มีพฤติกรรมไม่ยอมก้าวลงจากตำแหน่ง ทั้งยังนำพระบรมราชโองการมากล่าวอ้างเพื่อคุ้มครองตัวเอง ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ไม่สง่างามสำหรับบุคคลที่เข้าสู่อำนาจรัฐ c]tอาจต้องเผชิญกับคดีอาญาซ้ำ จากการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อประธานวุฒิสภาและนายกรัฐมนตรี ในการนำความกราบบังคมทูลแต่งตั้งให้เป็นประธาน กสทช.ไปเมื่อครั้งที่แล้ว เพราะถือว่าให้ข้อมูลเท็จ จงใจปกปิดข้อมูล  ส่วนกรณีที่ นพ.สรณ อ้างว่าจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองว่าคณะกรรมการสรรหา กสทช.ไม่มีอำนาจนั้น มองว่าการยื่นฟ้องศาลปกครองหรือการอุทธรณ์คำสั่ง ไม่เป็นเหตุให้เกิดการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง คำสั่งของคณะกรรมการสรรหาฯ มีผลบังคับใช้ทันที เว้นแต่ศาลปกครองจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

นายประพันธ์ ยังตั้งคำถามถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กรณีที่มีข่าวว่านายกรัฐมนตรีอ้างความเห็นของนายปกรณ์ เตรียมส่งเรื่องการขาดคุณสมบัติของ นพ.สรณ กลับไปให้วุฒิสภาประชุมเพื่อพิจารณาเห็นชอบนั้น หากดูตามกฎหมายแล้ว วุฒิสภามีหน้าที่ประชุมเพื่อให้ความเห็นชอบเฉพาะกรณีที่คณะกรรมการสรรหาส่งชื่อบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกมาให้เท่านั้น ไม่มีกฎหมายข้อใดระบุให้ต้องส่งเรื่องกลับไปวุฒิสภาอีกแล้ว เพราะกรรมการสรรหา กสทช. วินิจฉัยแล้วว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติแล้ว

นายประพันธ์ ยังกล่าวว่า ตนท้าให้นายปกรณ์ออกมาแถลงเลยว่า อ้างกฎหมายข้อไหนที่ให้อำนาจส่งเรื่องกลับไปให้วุฒิสภาประชุม เพราะก่อนหน้านี้ นายปกรณ์เอง สมัยดำรงตำแหน่งเลขาฯกฤษฎีกา ก็เป็นผู้ลงนามในหนังสือตอบข้อหารือของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช.นั้นถือเป็นที่สุดแล้ว การกระทำของนายกรัฐมนตรีและนายปกรณ์ในขณะนี้  จึงส่อให้เห็นถึงความพยายามดึงเวลา ช่วยเหลือ และปกป้อง นพ.สรณ  ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการจงใจปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

นายประพันธ์ ยังเสนอว่า กรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ไม่ควรเข้าร่วมประชุมกับผู้ที่ขาดคุณสมบัติ และจะต้องดำเนินการตามมาตรา 20 วรรค 5 ของ พ.ร.บ.กสทช. โดยการเลือกประธาน กสทช. คนใหม่กันเอง จากนั้นจึงส่งชื่อให้นายกรัฐมนตรีทั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรียังคงเล่นเกมยื้อ ไม่ยอมนำรายชื่อประธาน กสทช. คนใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ก็อาจจะต้องเผชิญกับความผิดทางกฎหมายอีกกระทง และเตรียมรับผลจากการถูกร้องเรียนทั้งในเรื่องจริยธรรมต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อไป