มีประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องแก๊งสแกมเมอร์ที่รัฐบาลไทยพยายามปราบปรามมาตลอด โดย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้จำนวนบัญชีม้า และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลดลงต่อเนื่อง เป็นผลจากการดำเนินมาตรการเข้มข้นของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้คณะกรรมการอำนวยการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ “นายกฯหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน เริ่มขับเคลื่อนตั้งแต่ปลายปี 2568 ในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1

“ผลตรวจจับเชิงรุกช่วง ต.ค.68-พ.ค.69 พบบัญชีม้าบุคคลธรรมดา 189,887 บัญชี บัญชีนิติบุคคล 10,672 บัญชี และธุรกรรมเกี่ยวข้อง 1,140,731 รายการ ขณะที่บัญชีบุคคลธรรมดาลดลง 76.9% บัญชีนิติบุคคลลดลง 88.4% และธุรกรรมลดลง 66.1% สำนักงาน ปปง. มีคำสั่งยึด และอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติกลุ่มนายยิม เลียก และนายเบน สมิธ จำนวนกว่า 102 รายการ มูลค่าประมาณ 20,392 ล้านบาท
หน่วยงานยังมีการปรับระบบรับแจ้งเหตุผ่านศูนย์แก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และระบบรับแจ้งความออนไลน์ ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลคดี เชื่อมต่อกับสถาบันการเงิน เพื่อให้การอายัดธุรกรรมรวดเร็วขึ้น และไม่ปล่อยให้ผู้เสียหายต้องวิ่งหาหลายหน่วยงานเองเหมือนที่ผ่านมา ในด้านกฎหมายศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ได้ออกหลักเกณฑ์ประกาศ และเพิกถอนรายชื่อบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยช่วง มี.ค.-พ.ค.69 ดำเนินการได้ 4,129 ราย คิดเป็นวงเงินกว่า 180.09 ล้านบาท

เรื่องฮั้ว สว.กำลังเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.เปิดเผยว่า จะพิจารณาทั้งหมด 12 นัด อาทิตย์เว้นอาทิตย์ เนื่องจากต้องพิจารณาเรื่องอื่นด้วย ระหว่างนี้เองก็มีข้อร้องเรียนโดย สว.สำรอง อ้างว่า นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต. เคยพบโพยฮั้ว สว.แต่ไม่ดำเนินการ ซึ่ง “สส.ไอติม”พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์เลือก สว. ระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิ.ย. ช่วงเวลา 19.00 น. (รอบไขว้) ในคลิปปรากฏภาพผู้หญิง 1 คน ( เจ้าหน้าที่ กกต.) ผู้ชาย 1 คน (จากการตรวจสอบเบื้องต้นคือ 1 ใน 7 กรรมการการเลือกตั้ง) ที่ได้เดินตรวจสอบและเก็บโพยจากผู้สมัคร
สส.ไอติม กล่าวว่า คำถามที่เรายังมีจากคลิปดังกล่าวคือ 1. กรรมการ กกต. เห็นอะไรในโพย หรือ เห็นพฤติกรรมประกอบอะไรในวันเลือก ที่ทำให้มีการพูดระหว่างการเก็บโพยว่า “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ” 2. หลังจากเก็บโพยไปแล้ว ทาง กรรมการ กกต. ได้มีการเรียกประชุมกันระหว่างคณะกรรมการ กกต. โดยทันทีหรือไม่ เพื่อตรวจสอบหลักฐานและดำเนินการ

3.หลังจากประกาศผลการเลือก สว. ไปแล้ว ทางคณะกรรมการ กกต. ได้ดำเนินอย่างไรต่อกับโพยที่เก็บมา 4. โพยเหล่านี้ที่เก็บไป ถูกรวมอยู่ในสำนวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และกำลังถูกใช้เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. ที่จะชี้ขาดในเร็วๆนี้ว่าจะส่งคดีดังกล่าวไปศาล ใช่หรือไม่ ก่อนหน้านี้ ทาง กกต. ได้เคยออกแถลงการณ์ในปี 2568 โดยชี้แจงว่าการนำเอกสารที่จดหมายเลขเข้าไปในสถานที่เลือก ในตัวมันเอง อาจไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่แถลงการณ์ดังกล่าว ยังไม่ได้ตอบคำถามหรือข้อสงสัยที่ตนมีเบื้องต้นตามโพสต์นี้
“สังคมหลายส่วน เริ่มตั้งคำถาม ว่าเราสามารถไว้วางใจ กกต. ได้แค่ไหน ในการตรวจสอบและชี้ขาดเรื่องคดีฮั้ว สว. อย่างตรงไปตรงมา เพราะ 1. กกต. ชุดปัจจุบัน มี 4 ใน 7 คน ที่เข้าสู่ตำแหน่งจากมติรับรองของ สว. ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนคดีนี้ – ประชาชนจึงกังวลว่าการตัดสินใจของ กกต. เป็นการตัดสินใจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และการถูกรับรองมาเป็น กกต. นั้น มีเงื่อนไขแอบแฝงหรือไม่ ว่าจะต้องช่วยน้ำเงินด้วย
2.กกต.ชุดปัจจุบัน ได้ใช้วิธีตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 เป็นการเฉพาะขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองคดีฮั้ว สว. แทนที่จะใช้คณะอนุกรรมการฯ 1 ใน 35 ชุดที่ กกต. มีอยู่แล้ว ในเมื่ออนุฯ ที่ 36 ประกอบไปด้วยกรรมการหลายคนที่มีข้อครหาเรื่องคดีทุจริตคอร์รัปชันและความเป็นกลางทางการเมือง และได้มีมติให้ยกคำร้องทั้ง 229 คน (ซึ่งสวนทาง 100% กับคณะไต่สวนชุดที่ 26) ประชาชนจึงกังวลว่ากลไกดังกล่าวเป็นความพยายามฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่
หาก กกต. ต้องการหลุดพ้นจากข้อครหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ กกต. ควรมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เพื่อส่งเรื่องทั้งหมดไปที่ศาล และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณาตัดสินว่าทั้ง 229 คนดังกล่าวมีการกระทำความผิดจริงหรือไม่

“สส.บิ๊ก”นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด เขต 7 พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) เปิดเผยภายหลังติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) นัดแรกของรัฐบาลว่า ผิดหวังอย่างยิ่งที่ที่ประชุมไม่มีการนำวาระมาตรการช่วยเหลือลดต้นทุนการผลิตหรือเงินเยียวยาไร่ละพันของปีการผลิต ปี 69/70 เข้าสู่การพิจารณา ไม่มีการชี้แจงความชัดเจนใดๆ แก่ชาวนา มีเพียงการอนุมัติงบจ่ายค้างเดิมของปีที่ผ่านมาเท่านั้น
“ปีนี้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงเกิน 50% ทั้งจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงลิ่ว ราคาปุ๋ยเคมีขยับขึ้นจากกระสอบละ 700-800 บาท เป็น 1,500 บาท รวมถึงราคาเมล็ดพันธุ์ที่แพงขึ้นเกือบเท่าตัว การที่รัฐบาลยังคงอ้างธรรมเนียมเดิมว่าการประชุมนัดแรกเป็นเพียงการวางกรอบการทำงาน โดยไม่มีมาตรการระยะสั้นออกมารองรับ จึงเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล
“เกษตรกรยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์สำหรับการเพาะปลูกข้าวในฤดูกาลใหม่อย่างรุนแรง เนื่องจากแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีเสียหายหนักจากปรากฏการณ์ลานีญา ที่บิดเบือนสภาพภูมิอากาศ ฝนทิ้งช่วงอย่างยาวนานในหลายพื้นที่เพาะปลูกหลัก ต้นกล้าและแปลงขยายพันธุ์ข้าวแห้งตาย การขาดแคลนเมล็ดพันธุ์เนื่องจากภัยฝนทิ้งช่วงดังกล่าว นำไปสู่ผล 3 อย่าง คือ 1.การระบาดหนักของกลุ่มเมล็ดพันธุ์เถื่อนและข้าวปลอมปนไม่ได้มาตรฐานในท้องตลาด เนื่องจากพ่อค้าฉวยโอกาสโก่งราคาขายแพง จนกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ซ้ำเติม 2.วิกฤตหนี้สินเดิมของชาวนาให้พุ่งสูงขึ้น อีกทั้งยังเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารและ3. กระทบการส่งออกข้าวของประเทศในระยะยาว การขาดแคลนเมล็ดพันธุ์นี้บวกกับภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง จะส่งผลให้รอบการปักดำข้าวต้องเลื่อนออกไป”
นายชัชวาล กล่าวว่า ถ้าโครงการไร่ละพันปีนี้ก็ถูกปัดตก และเมล็ดพันธุ์ข้าวยังมาขาดแคลนหนักซ้ำเติมอีก ปลายปีนี้ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากที่ล้มละลายอย่างแท้จริง พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ประกาศชัดเจนว่าจะทำให้เกษตรกรร่ำรวย ข้าวหอมมะลิตันละ 18,000 บาท ข้าวขาว 12,000 บาท และสินค้าเกษตรราคาขึ้นทุกตัว แต่ปัจจุบันผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง.



